“ดาวโจนส์” ดิ่งกว่า 200 จุด น้ำมันพุ่งกดดัน หลังอิหร่านยุติเจรจาสหรัฐ-ปิดฮอร์มุซ

“ดัชนีดาวโจนส์” ร่วงกว่า 200 จุด ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง โดยเบรนท์ทะลุ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ทะลุ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านประกาศยุติการเจรจากับสหรัฐฯ พร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(1มิ.ย.69) ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงกว่า 200 จุด โดย ณ เวลา 21.45 น. ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 50,829.99 จุด ลดลง 202.47 จุด หรือ 0.40% โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นแรง หลังอิหร่านประกาศยุติการเจรจากับสหรัฐฯ และดำเนินมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน

ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะลุระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

โดยสำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ระงับการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ ผ่านช่องทางคนกลาง เพื่อแสดงจุดยืนประท้วงต่อปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน พร้อมระบุว่าจะไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมจนกว่าข้อเรียกร้องของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาและเลบานอนจะได้รับการตอบสนอง

รายงานยังระบุว่า อิหร่านและพันธมิตรได้ตกลงดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ รวมถึงเปิดแนวรบเพิ่มเติมในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทะเลอื่น เช่น ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ขณะเดียวกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลเพิ่มการควบคุมพื้นที่ในฉนวนกาซาจาก 60% เป็น 70% ของพื้นที่ทั้งหมด พร้อมระบุถึงความคืบหน้าของปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน หลังอิสราเอลประกาศยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณสันเขาโบฟอร์ตและปราสาทโบฟอร์ตได้สำเร็จ

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบข้ามพรมแดนระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องถึงวันจันทร์ ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ระบุว่าได้ยิงจรวดโจมตีเมืองทิเบเรียสของอิสราเอล และโจมตีกองกำลังอิสราเอลบริเวณชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอน

ทั้งนี้ แม้อิสราเอลและเลบานอนมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่อิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการโจมตีในเลบานอนเกือบทุกวัน เพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา การโจมตีของอิสราเอลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนมากกว่า 3,400 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 10,200 ราย

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ปรับตัวลง 11.10% และ 9.60% ตามลำดับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญายังคงปรับตัวขึ้นประมาณ 30% นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายฮอร์เก ลีออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad Energy ระบุว่า นักลงทุนในตลาดพลังงานยังคาดหวังว่าจะมีข้อตกลงบางรูปแบบเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลวและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารุนแรงอีกครั้ง ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นนิวเคลียร์ หรือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้

Back to top button