หุ้นไฟแนนซ์ร่วง
หุ้น “บัตรกรุงไทย” หรือ KTC ร่วงลงอย่างหนักเลย
ลูบคมตลาดทุน : ธนชัย ณ นคร
หุ้น “บัตรกรุงไทย” หรือ KTC ร่วงลงอย่างหนักเลย
วันก่อนหน้านี้ ทำท่าจะหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 100 บาท แต่ก็พลิกตัวกลับขึ้นมาได้บ้าง
ปัจจัยที่ลบที่กดดันหุ้นเคทีซี ก็มาจากเกณฑ์คุมสินเชื่อบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั่นแหล่ะ
จะว่าไปแล้ว เกณฑ์คุมบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลที่ออกมาตามการนำเสนอข่าวนั้น ยังไม่มีใครทราบว่า แนวทางหรือเกณฑ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร
และก็ไม่รู้ว่าจะออกมาตอนไหน เมื่อไหร่
หลายๆ คนก็นั่งปูเสื่อรออยู่
ด้านผู้บริหารของ “นอนแบงก์” และนายแบงก์เองก็ยังพูดอะไรมากไม่ได้
เพราะธปท. ให้รอประกาศของเขาเท่านั้น
แต่ข่าวว่ามีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการทั้งหมด และทีมของธปท.ไปแล้ว
จากเกณฑ์ในเบื้องต้น(ที่ยังไม่แน่นอน) อาจจะมีการคุมทั้งในเรื่องของฐานเงินเดือน และวงเงินที่จะปล่อยว่า ไม่เกินกี่เท่าของรายได้
เช่น บัตรเครดิต มีข่าวว่า กำหนดรายได้ต่อเดือนระหว่าง 15,000-30,000 บาท ได้รับวงเงินบัตรเครดิตสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้
หรือ ถ้ามีรายได้เดือนละ 30,000-50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่าของรายได้
และรายได้ต่อเดือน 50,000 บาทขึ้นไป 5 เท่าของรายได้
แต่กรณีบัตรเครดิต จะไม่ควบคุมจำนวนสถาบันการเงินออกบัตรเครดิต
แล้วสินเชื่อบุคคลล่ะ
จากกระแสข่าวที่ออกมา บอกว่า กำหนดเงื่อนไขให้มีผู้มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท วงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และสถาบันการเงินปล่อยกู้ได้สูงสุด 3 แห่ง หรือคิดเป็น 4.5 เท่าของรายได้
ส่วนคนมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาทขึ้นไป ยังสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ 5 เท่าของรายได้
ไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ออกมาแบบนี้ จริงเท็จแค่ไหน
แต่แน่นอนว่า จะกระทบกับการขยายธุรกิจสินเชื่อบุคคลของสถาบันการต่างๆ ทั้งนัน-แบงก์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
เคทีซี เอง ก็เพิ่งไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นมา
เห็นว่าทางนักลงทุนที่นั่นก็มีการถามเรื่องนี้บ้าง และบอกว่า ที่ญี่ปุ่นก็มีการควบคุมเรื่องนี้เช่นกัน
แต่ทางเคทีซี ก็มั่นใจว่า ไม่ว่าเกณฑ์จะออกมาอย่างไร
ก็จะปรับตัวได้
ราคาหุ้น KTC นับจากสิ้นเดือนพฤษภาคม 60 อยู่ที่ประมาณ 132 บาท ต่อหุ้น
มาตอนนี้ ลงมาเหลือ 106-107 บาท
หรือหายไปกว่า 20% ในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนจากข่าวเรื่องดังกล่าว
ในด้านของนักวิเคราะห์เอง ยังไม่เห็นใครทำ Worst case scenario ออกมานะ
เพราะส่วนใหญ่ต่างจะแนะนำให้เลี่ยงการลงทุนหุ้น KTC กันออกไปก่อน จนกว่าจะได้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ที่จะออกมาจาก ธปท.
ท่ามกลางความไม่ชัดเจนแบบนี้ หุ้นที่เกี่ยวกับบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ก็ร่วงกันระเนระนาด
TISCO เองราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปชน 80.00 บาท
ก็กลับร่วงลงมาเหลือแถว 71-72 บาท
เพราะก่อนหน้านี้ มีข่าวปัจจัยบวกจากการเข้าซื้อ “พอร์ตรายย่อย” จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
นัยสำคัญคือชักธงรบในสมรภูมิสินเชื่อบุคคล
แต่ยังดีที่ว่า พอร์ตรายย่อยที่เข้ามานี้ มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วย และเมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อหลักๆ นั้น ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก จึงไม่น่าจะกระทบกับรายได้ที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นในข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญเท่าไหร่
หุ้นอีกตัวที่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงคือ AEONTS หรือ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์)
จากหลายเดือนมิถุนายน 60 ราคาหุ้นอยู่ที่ 117 บาท
ตอนนี้ลงมาเหลือ 105 บาท
หรือหายไปกว่า 10% ในช่วงเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น