ส่องเป็น(หุ้น)รายตัว
สัปดาห์ก่อนหน้านี้เห็นสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเผย 5 หุ้น ที่มี 5 โบรกฯ แนะนำตรงกัน
ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร
สัปดาห์ก่อนหน้านี้เห็นสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเผย 5 หุ้น ที่มี 5 โบรกฯ แนะนำตรงกัน
นั่นคือ BBL-BEM-CPALL-STEC และ WHA
ทั้ง 5 หุ้นที่ว่ามานี้อยู่ต่างกลุ่มหลักทรัพย์กันเลย
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหมือนจะมีอยู่ 3 หุ้น เป็นครั้งแรกที่นักวิเคราะห์ 5 โบรกฯ เขาให้คำแนะนำตรงกัน คือ BEM, STEC และ WHA
เริ่มจาก BEM เหตุผลที่แนะนำ มาจากโอกาสต่ออายุสัมปทานทางด่วนขั้นที่สองออกไปถึงปี พ.ศ. 2600 อิงตามมติล่าสุดของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และยังไม่รวมแนวโน้มเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลังกิจการร่วมค้าภายใต้การนำของกลุ่ม CP
ในรอบกว่า 1 เดือนราคาหุ้น BEM ขึ้นมา 11-12%
ราคาเป้าหมายสูงสุด 12.00 บาท และต่ำสุด 7.90 บาท (ให้ไว้โดย บล.ธนชาต) และมี IAA Consensus Target Price เท่ากับ 11.20 บาท
มาถึงหุ้น STEC กันบ้าง
เขาบอกว่าแนวโน้มรายได้และกำไรสูงจากงานในมือ 1.2 แสนล้านบาท เพียงพอรับรู้รายได้อย่างน้อย 3 ปีข้างหน้า และยังมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่ม
ในรอบกว่า 1 เดือน ราคาหุ้น STEC ร่วงลงมา (ติดลบ) 10-11%
ราคาเป้าหมายสูงสุด 32.00 บาท และต่ำสุด 22.10 บาท และมี IAA Consensus Target Price เท่ากับ 29.00 บาท (ค่าเฉลี่ยจาก 11 โบรกฯ ที่ให้คำแนะนำหุ้น STEC)
สุดท้ายคือ WHA หุ้นกลุ่มนิคมฯ
ปัจจัยมาจากการเดินหน้าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้มูลค่าที่ดินที่มีกว่า 1 หมื่นไร่ ปรับสูงขึ้นในอนาคต
หุ้น WHA มีราคาเป้าหมายสูงสุด 6.00 บาท (บล.ไทยพาณิชย์)
และต่ำสุด 4.20 บาท
ส่วน IAA Consensus Target Price อยู่ที่ 4.89 บาท
หุ้นทั้ง 3 หลักทรัพย์ที่ว่านี้ เท่าที่ดูราคาหุ้นปัจจุบัน และราคาเป้าหมายเฉลี่ยแล้ว น่าจะเป็น STEC ที่ราคาหุ้นดูมีอัพไซด์มากสุด (หลังลงมาค่อนข้างหนักมาก)
นอกเหนือจากข้อมูลที่ออกมาจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน
ส่วนตัวผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์อื่น ๆ คุยกับนักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนหลายคน โดยเฉพาะเกี่ยวกับตลาดหุ้น
คำถามที่ถามนั้น ส่วนใหญ่จะถามว่า หุ้นกลุ่มไหนที่ดูแล้วน่าจะโดดเด่นในปี 2561
คำตอบที่ได้รับ เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก กลุ่มนิคมฯ และกลุ่มรับเหมา
หรืออาจจะมีการแนะนำเล่นเป็นธีม ๆ ไป เช่น หุ้นรับเลือกตั้ง
แต่ยังมีคำแนะนำลงลึกไปอีกว่า บางกลุ่มที่ว่ามานี้อาจจะดูดีขึ้นในปี 2562 แต่ไม่ใช่ว่า จะดีทุก ๆ หุ้น
เช่น กลุ่มธนาคาร เด่น ๆ จะมี BBL, KTB, KBANK, TISCO
กลุ่มค้าปลีก ส่วนใหญ่แนะนำ CPALL
CPALL หากดูเฉพาะธุรกิจเซเว่นฯ ขยายสาขาได้ตามเป้า ยอดขายดี (แม้จะเติบโตถดถอยบ้าง) แต่ประเด็นที่ยังเป็นตัวหน่วงผลประกอบการและราคาหุ้นคือ การลงทุนในแมคโคร
แมคโครในต่างประเทศยังมีรายได้ไม่ดีนัก ทำให้อุดภาพรวมของ CPALL อยู่
ส่วนกองทุน และนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับพอร์ต ขายหุ้นออกมาก่อนหน้านี้ ยังมีหลงเหลือในพอร์ตบ้าง
และบางช่วงที่ราคาลงไปลึก ๆ ก็ซื้อเก็บบ้าง
หรือโดยสรุปแล้ว ต้องส่องกันเป็น (หุ้น) รายตัวไป
เมื่อวานนี้ดัชนีตลาดหุ้นบวก 17.59 จุด เมื่อรวมกับเมื่อวันศุกร์ที่บวกขึ้นมา 15.10 จุด เท่ากับว่า 2 วันที่ผ่านมานี้ ดัชนีบวกขึ้นมาแล้ว 32-33 จุด
แนวต้านสำคัญยังคงอยู่ที่ 1,600 จุด
ปัจจัยหนุนมาจากต่างประเทศ
ส่วนจะเป็นปรากฏการณ์ของ January effect หรือเปล่า ไม่ทราบเหมือนกัน
รู้แต่เพียงว่า นักลงทุนสถาบัน (น่าจะเป็นกองทุน) ซื้อต่อเนื่องหนัก ๆ มาหลายวันทำการติดต่อกัน หรือตั้งแต่ปลายปี 2561
หวั่น ๆ ว่าจะมีขายทำกำไรกันไหม