AURA รับอานิสงส์ “ปีใหม่-ตรุษจีน” ซีซั่นธุรกิจทอง โบรกฯ แนะ “ซื้อ” เป้า 18.50 บาท

AURA รับอานิสงส์ “ปีใหม่-ตรุษจีน” ซีซั่นธุรกิจทอง โบรกฯ ประเมินพื้นฐานดี-ปลอดภัย แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท


นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA ผู้นำธุรกิจค้าปลีกทองรูปพรรณ เครื่องประดับเพชรและอัญมณี รวมทั้ง ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นที่มีบริการแบบครบวงจร (One Stop Service) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2568 พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกทองรูปพรรณ เครื่องประดับเพชรและอัญมณี รวมทั้ง ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นที่มีบริการแบบครบวงจร (One Stop Service) ประเมิน ราคาทองยังเป็นช่วงขึ้น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยภายใต้ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมือง และสงคราม  ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เปล่งประกาย และมีศักยภาพในการสร้างกำไรในอนาคต แม้ราคาทองจะมีความผันผวนปรับขึ้น-ลงในบางช่วงเวลา แต่มองว่าไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เพราะบริษัทสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทั้งฝั่งขาขายและขารับซื้อได้อย่างเหมาะสม

โดยพร้อมยิ้มรับไฮซีซั่นธุรกิจทอง ในไตรมาส 4 ของปี 67 ที่ผ่านมา เป็นช่วงของเทศกาลของขวัญ และทองคำเป็นหนึ่งในของขวัญยอดฮิตที่ลูกค้าจะมาซื้อให้ผู้ใหญ่ เห็นสัญญาณบวกจากสาขาทั่วประเทศมีดีมานด์ยาวต่อเนื่องมาจนถึงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม 68 ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ได้อานิสงส์ของขวัญในกลุ่มเครื่องประดับเพชร เป็นปัจจัยบวกธุรกิจต่อเนื่องในช่วงโค้งแรกของปี นอกจากนี้ ธุรกิจขายฝากทอง ภายใต้แบรนด์ ทองมาเงินไป (Gold Financing Business) มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา และมีพอร์ตลูกหนี้ขายฝากทำได้ทะลุเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 3,800 ล้านบาท และเป้าหมายใหม่ 4,500 ล้านบาท มั่นใจ ด้วยฐานทุนปีนี้ที่แข็งแกร่งขึ้น จะสนับสนุน AURA ในปี 68 ขยาย
การเติบโตของทองมาเงินไปได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

ด้าน บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) (จำกัด) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 68 ระบุถึง AURA มีมุมมองเป็นบวก ประเมินกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 เบื้องต้นที่ 250 ล้านบาท +/- ดีขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวของปีก่อน แต่ดีขึ้นราว 20 – 30% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยฤดูกาลเพราะในไตรมาส 4 เป็นช่วงเทศกาลของขวัญ ขณะที่ธุรกิจทองมาเงินไปยังเติบโตต่อเนื่อง

ผู้บริหารยังมองแนวโน้มราคาทองเป็นขาขึ้นมากกว่าลง ซึ่งบริษัทไม่ได้กังวลว่าราคาทองต้องขึ้นหรือลงถึงจะดี เพราะสามารถทำกำไรได้ทั้งสิ้น หากราคาไม่เคลื่อนไหวขึ้นหรือลงเกินกว่า 5-10% ในช่วงระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากในช่วงราคาทองคำขึ้น จะขายปลีกได้ลดลง แต่รับซื้อมากขึ้น (ลูกค้านำทองมาขาย) นำทองที่รับซื้อส่วนเกินกว่าที่ขายไปขายได้ในราคาตลาดทันที ได้กำไร หากราคาทองลงอาจจะทำกำไรฝั่งรับซื้อได้น้อยลง แต่ขายปลีกได้มากขึ้น (ลูกค้ามาซื้อทองมากขึ้น) ทำกำไรจากธุรกิจขายปลีก และค่ากำเหน็จที่มีโอกาสปรับขึ้นได้ในช่วงที่ราคาทองลง

โดย ปัจจุบันค่ากำเหน็จของบริษัทสูงกว่าตลาดราว 30% เนื่องจากทองของบริษัทเป็นทองที่มีการกำหนดราคาเป็นมาตรฐาน การนำมาขายคืนหรือขายฝากในช่องทางของบริษัทสะดวกกว่า และได้ราคาสูงกว่าทองแบรนด์อื่นที่หากนำมาขายในร้านที่ไม่ใช่แบรนด์ของร้าน จะถูกหักค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งสาขาของ AURA ที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศทำให้โอกาสที่ซื้อทองของบริษัทแล้วมาขายคืนที่หน้าร้านของบริษัททำได้ง่ายกว่า

ส่วนแนวโน้มของค่ากำเหน็จที่จะปรับขึ้นอีกจะเกิดขึ้นได้จาก 1) สมาคมค้าทองคำประกาศปรับขึ้น บริษัทก็สามารถปรับขึ้นตามได้ และ 2) หากราคาทองปรับตัวลงความต้องการซื้อมากขึ้น ก็สามารถปรับขึ้นได้ เพราะผู้บริโภคไม่รู้สึกแตกต่างในช่วงราคาทองขาลง หากรวมแล้วราคายังต่ำกว่าตอนที่ราคาทองสูง บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาร้านทองอีก 20 สาขาในปี 2568 และขยายสาขาของทองมาเงินไปอีกไม่น้อยกว่า 100 สาขา หรือราว 50% ทำให้คาดว่าการเติบโตในปี 2568 จะไม่น้อยกว่า 20%

ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 2025 ต่ำเพียง 17.6 เท่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 18.50 บาท/หุ้น

Back to top button