BCPG โชว์กำไรปี 67 โต 65% เฉียด 2 พันล้าน แจกปันผล 0.18 บาท

BCPG รายงานกำไรปี 67 โต 65% เฉียด 2 พันล้านบาท รับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่ม เคาะจ่ายปันผล 0.18 บาท ขึ้น XD วันที่ 5 มี.ค.68 จ่ายปันผล 22 เม.ย.68


บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 67 สิ้นสุด 31 ธ.ค.68 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยในปี 67 บริษัทรับรู้ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป. ลาว จากปรากฎการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำ เพิ่มขึ้น

ด้านส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นจากการรับรู้เงินชดเชยรายได้จากการประกันภัยที่เกิดขึ้นใน ไตรมาส 4/67 รวมถึงปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการ Nabas 2 บางส่วน และอัตราความสามารถผลิตไฟฟ้า (Capacity factor) ที่ดีขึ้น

ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศ สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักเกิดจากอัตราการทำกำไรต่อหน่วยที่สูงขึ้น รวมถึง การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มไตรมาสของ โรงไฟฟ้า CCE ขนาดตามสัดส่วนการถือหุ้น 280 เมกะวัตต์ โดยมีการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในเดือนต.ค.66

อย่างไรก็ตาม การรับรู้ผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้รับผลกระทบบางส่วนจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย และโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ รวมถึงผลจากการ จำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น

พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมปันผลจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ก.ค.67-31 ธ.ค.67 เป็นเงินสด 0.18 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 5 มี.ค.68 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 22 เม.ย.68

ด้านนายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ปี 67 มีกำไรสุทธิ 1,819.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 65 จากการรับรู้รายได้เต็มปีของคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทย การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรทั้งปีของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา และการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว

“การรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ สามารถชดเชยผลกระทบจาก Adder หรือ อัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากอัตรค่าไฟฟ้าปกติของโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยที่หมดลงในปีนี้” นายรวี กล่าว

ทั้งนี้ในปี 67 บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 99 เมกะวัตต์ ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการเข้าซื้อกิจการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2568

“ในปี 68 เรายังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและทยอยเปิดดำเนินการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “มอนซูน” ขนาด 600 เมกะวัตต์ ในสปป. ลาว ซึ่งป็นโครงการที่จะขายไฟฟ้าไปยังเวียดนาม และโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง ให้บริการพื้นที่รอบโครงการสามย่านสมาร์ทซิตี้ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้” นายรวี กล่าว

Back to top button