
NER ตั้งเป้ารายได้ปี 68 แตะ 3.4 หมื่นลบ. รุกขยายโรงงาน STR3 เดินเครื่องไตรมาส 3/69
NER กางแผนรายได้ปี 68 แตะ 34,587 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 6-7% พร้อมอัดงบลงทุน 2,059 ล้านบาท ขยายโรงงานผลิตยางแท่ง STR3 ดันกำลังผลิตเพิ่ม 320,000 ตัน คาดเดินเครื่องไตรมาส 3/69
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าผลการดำเนินงานปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,652.47 เพิ่มขึ้น 6.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,545.60 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการขายรวม อยู่ที่ 27,448.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 25,045.17 ล้านบาท
โดยรายได้จากการขายปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากสถานการณ์ราคายางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2566 ราคาขายสินค้ายางเฉลี่ยในปี 2567 เพิ่มขึ้น 24.04% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นแบ่งเป็นผลต่างด้านด้านราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5,320 ล้านบาท และแบ่งเป็นผลต่างด้านปริมาณลดลงอยู่ที่ 2,915.58 ล้านบาท ขณะที่ ต้นทุนในการจัดจำหน่ายอยู่ที่ 368.37 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.34% ของยอดขายรวม เมื่อเทียบกับปี 2566 ต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลง 198.01 ล้านบาท หรือลดลง 34.96%
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 นี้ NER มีแผนขยายกำลังการผลิตของ โรงงานยางแท่ง เฟส 3 (STR3) ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 320,000 ตัน โดยการลงทุนทั้งหมดมีมูลค่า 2,059 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายที่ดิน 25 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่ดิน 10 ล้านบาท, อาคารสำนักงาน-อาคารเก็บวัตถุดิบ 499 ล้านบาท, เครื่องจักร-ค่าติดตั้ง 1,468 ล้านบาท และเครื่องมือ-อุปกรณ์ 55 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,059 ล้านบาท
“โดย ณ ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการปรับหน้าดินและคาดว่าโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือน พฤษภาคม ปี 2569 พร้อมเริ่มการผลิตได้ในไตรมาส 3 ปี 2569” นายชูวิทย์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากการขยายกำลังการผลิต โรงงานจะมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน ปี 2568 มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 515,600 ตัน ส่วนปี 2569 กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอีก 160,000 ตัน รวมเป็น 675,600 ตัน และปี 2570 จะเพิ่มขึ้นอีก 160,000 ตัน เป็น 320,000 ตัน รวมเป็น 835,600 ตัน
สำหรับการประมาณการยอดขายปี 2568 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 500,000 ตัน, ปี 2569 เพิ่มยอดขายจาก 500,000 ตัน เป็น 560,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากปี 2568 และปี 2570 ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 670,000 ตัน ส่วนปี 2571 จะอยู่ที่ 770,000 ตัน
นอกจากนี้ NER ได้การประมาณการรายได้ คาดว่าในปี 2568 อยู่ที่ 34,587 ล้านบาท, ขณะที่ในปี 2569 รายได้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 40,750 ล้านบาท ส่วนในปี 2570 อยู่ที่ 50,2ุ67 ล้านบาท และในปี 2571 อยู่ที่ 59,968 ล้านบาท
นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการสร้างโรงงานใหม่ทั้งใน ประเทศไทย และ สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ทวีปแอฟริกา ขณะนี้ โรงงานแห่งที่ 3 ภายในประเทศซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมงานดิน อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยคาดว่าการทำงานจะแล้วเสร็จก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ และทุกอย่างดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้
ส่วนนอกประเทศ อย่าง สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ทวีปแอฟริกา ขณะนี้ ได้มีการจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยแล้ว แต่การประสานงานในค่อนข้างมีความท้าทาย เนื่องจากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมา ทำให้กระบวนการดำเนินงานยังไม่สามารถสรุปได้ 100% ขณะนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามแผนงานทั้งหมด
สำหรับประเด็นลูกค้า อินเดีย ที่มีการลงทุนในโรงงานร่วมกับ NER ตั้งแต่ปลายปี 2567 และดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน บริษัทคาดการณ์ว่าสัดส่วนของลูกค้าอินเดียในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 15% ของยอดขายทั้งหมด สำหรับลูกค้าหลักของบริษัทในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าจาก จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตล้อยางรถยนต์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัท NER ยังมีฐานลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการชาวไทยร่วมด้วย
ขณะที่ปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 500,000 ตัน ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2567 จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 14% สำหรับรายได้ที่บริษัทประมาณการไว้ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 34,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทได้กำหนดเป้าหมาย อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ไว้ช่วง 6-7%
อีกทั้ง NER ตั้งเป้ายอดขายสินค้าสำเร็จรูปในปีนี้ไว้ที่ 30 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์หลักที่เน้นจะเป็น แผ่นปูรองคอกปศุสัตว์ ซึ่งใช้ในฟาร์มสุกรและฟาร์มวัว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ออกจำหน่าย (launch product) ไปสู่ตลาดแล้ว และได้รับการยอมรับ รวมถึงมีแผนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ แผ่นรองสำหรับน้องหมา ซึ่งจะใช้ในโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ
ขณะที่ กลยุทธ์ในการดำเนินงาน บริษัทให้ความสำคัญกับ คุณภาพสินค้าเป็นอันดับแรก โดยในการส่งมอบยางให้กับลูกค้า บริษัทจะมุ่งเน้นการผลิตสินค้าตาม สเปคเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งอาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำยางไปผสมกับวัตถุดิบอื่น ๆ และเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันทีอย่างมีประสิทธิภาพฃ
“สุดท้ายนี้ ประเด็น สหรัฐอเมริกา ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ยางรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลอยู่ที่ประมาณ 17% ส่วนล้อยางขนาดใหญ่สำหรับรถขนส่งโลจิสติกส์อยู่ที่ 27% ซึ่งการปรับภาษีของล้อยางรถยนต์นั่งสำหรับบุคคลนั้นยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศนี้สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีสูงถึงประมาณ 24-25% จากประเด็นนี้ แม้จะมีผลกระทบบ้าง แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีภาษีสูงกว่าอยู่ประมาณ 5-6%” นายชูวิทย์ กล่าวปิดท้าย