
THAI งบปี 67 พลิกขาดทุน 2.7 หมื่นล้าน เซ่นปรับโครงสร้างหนี้! ลดพาร์เหลือ 1.30 บ.
THAI เผยงบการเงินปี 67 พลิกขาดทุนสุทธิ 26,933.66 ล้านบาท จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 28,096.39 ล้านบาท สาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันเครื่องบิน รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ พร้อมบอร์ดไฟเขียวลดพาร์เหลือ 1.30 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมและเสริมความน่าสนใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รายงานผลประกอบการปี 67 ขาดทุนสุทธิ ดังนี้
บริษัทรายงานผลประกอบการปี 67 ขาดทุนสุทธิ 26,933.66 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 28,096.39 ล้านบาท สาเหตุจากบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 146,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25,618 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.2% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือค่าน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งอยู่ที่ 50,474 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.5% ของค่าใช้จ่ายรวม เพิ่มขึ้น 2,709 ล้านบาท (5.7%) จากปีก่อน แม้ว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะปรับลดลง 7.4% แต่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่มากขึ้น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจาก 34.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า เป็น 35.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าลง 1.4%
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าน้ำมันมีจำนวนทั้งสิ้น 96,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22,909 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31.3% โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 18,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,170 ล้านบาท (20.3%) สาเหตุหลักมาจากการบันทึกดอกเบี้ยของสัญญาเช่าดำเนินงานจากการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) มาใช้ รวมถึงการรับมอบเครื่องบินเช่าดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) สำหรับหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ได้รับการกำหนดโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ดอนเมือง อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ตโฮเต็ล จำกัด, บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และบริษัท ครัวการบินภูเก็ต จำกัด มีจำนวน 63 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1 ล้านบาท
นอกจากนี้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 906 ล้านบาท โดยประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized FX Gain) จำนวน 297 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ส่งผลให้มูลค่าเงินกู้และหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องบินที่เป็นเงินตราต่างประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง (Realized FX Loss) จำนวน 1,203 ล้านบาท
อีกทั้งการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝูงบิน มีมูลค่า 1,329 ล้านบาท เนื่องจากการปรับนโยบายการตั้งประมาณค่าเผื่อมูลค่าสำหรับสินค้าคงเหลืออะไหล่เครื่องบินที่ยกเลิกการใช้งาน (Non-Fleet) นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้ รวมถึงอุปกรณ์การบินหมุนเวียน จำนวน 6,483 ล้านบาท จากการด้อยค่าเครื่องบินและเครื่องยนต์
ทั้งนี้ยังมีผลขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้มีจำนวน 45,271 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยผลขาดทุนทางบัญชีส่วนใหญ่ประมาณ 40,582 ล้านบาท เกิดจากการใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ส่วนที่เหลือมาจากการแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ได้รับการชำระหนี้เร็วกว่ากำหนด
อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวเป็นเพียงผลขาดทุนทางบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ภายหลังการปรับโครงสร้างทุนยังคงเป็นบวก
นอกจากนี้ บริษัทฯ ขอแจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯให้ทราบว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 10.4 ผู้บริหารแผนได้รับอำนาจให้บริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของการบินไทยรวมถึงบริษัทร่วม/ย่อย โดยดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดในแผนและอำนาจหน้าที่ที่กำหนดตามพระราชบัญญัติล้มละลายและกฎหมายอื่น ๆ โดยผู้บริหารแผนมีอำนาจในการดำเนินการทุกประการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการบริหารกิจการและรักษาสิทธิของบริษัทฯ รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการจัดหากระแสเงินสดของบริษัทฯ
สำหรับในส่วนการลดทุนเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม คณะผู้บริหารแผนได้มีมติอนุมัติให้ลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นละ 10.00 บาท เป็นหุ้นละ 1.30 บาท โดยจะทำให้ทุนจดทะเบียนและหน่วยชำระของบริษัทฯ ลดลงจาก 283,032,915,670.00 บาท เป็น 36,794,279,037.10 บาท ซึ่งการลดมูลค่าหุ้นดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผลกระทบต่อเจ้าหนี้หรือบริษัทฯ แต่อย่างใด
นอกจากนี้ การลดมูลค่าหุ้นจะทำให้ส่วนขาดทุนสะสมของบริษัทฯ ลดลงใกล้เคียงศูนย์ โดยไม่กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินและมูลค่าหุ้นของบริษัทฯ โดยจะช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจให้แก่บริษัทฯ ในสายตานักลงทุน รวมถึงมีโอกาสในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต และเปิดโอกาสในการระดมทุนเพิ่มเติมหากจำเป็น
บริษัทฯ จะดำเนินการจดทะเบียนการลดทุนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป