
“กรภัทร” แนะดักเก็บ 7 หุ้น “บิ๊กแคป” พื้นฐานแกร่ง
กรภัทร วรเชษฐ์ ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ แนวรับ 1,220 จุด แนวต้าน 1,252-1,258 จุด พร้อมแนะนักลงทุนดักเก็บลงทุนระยะยาวชู BH, MINI, HMPRO, CPALL, CPAXT, SCGP และ GPSC ศักยภาพแข่งขันแกร่ง
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (27 ก.พ.68) ว่า SET Index ปรับตัวขึ้นได้ เนื่องมาจากปัจจัยสนับสนุน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งสอดคล้องกันมุมมองของฝ่ายนักวิเคราะห์ก่อนหน้านั้น ที่คาดว่า (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยประมาณ 70% ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยลงนับเป็นภาพเชิงบวกต่อดัชนีได้ประมาณ 40 จุด
โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงมีแรงส่งที่อาจช่วยให้การฟื้นตัวดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ เมื่อวันก่อน ดัชนีอยู่ที่ 1,206 จุด ผนวกกับก่อนหน้านั้น Equity Risk Premium ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 4.75% ซึ่งเกือบแตะระดับ 5% ระดับดังกล่าวถือเป็นจุดที่สูงกว่า +2SD (Standard Deviation) ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์สำคัญ เช่น วิกฤต COVID-19 และ วิกฤตสพราหมณ์ อีกทั้งยังเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทย ปัจจัยเหล่านี้ สะท้อนว่าตลาดหุ้นในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “Deep Discount” ในเชิงมูลค่า (Value) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานในอดีต
อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อวานนี้ 26 ก.พ.68 ดัชนี SET Index Rebound ขึ้นมาได้ แต่ บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จากสาเหตุการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้ Equity Risk Premium ยังอยู่ที่ระดับสูงประมาณ 4.69 นับว่าเป็นจุดชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความถูกอยู่ ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่าดัชนี SET Index วันนี้ยังสามารถฟื้นตัวได้ในแดนบวก โดยให้กรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,252-1,258 จุด แนวรับ 1,220 จุด
ขณะที่ประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม Customer Finance เนื่องจากช่วยให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้เป็นไปได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มโรงแรมจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวจากอัตราการจ้างงาน ขณะเดียวกัน บริษัทที่มีภาระหนี้สูงอย่าง MINT, CPALL และ CPAXT จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ MINT ที่มีศักยภาพในการทำกำไรทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นที่มี อัตราเงินปันผลสูง ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มโดดเด่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม ICT และอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ AP, SIRI, SC และ SPALI ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ อาจต้องรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนกว่านี้ ในส่วนของกลุ่ม ICT หุ้นที่ยังคงมีความน่าสนใจในแง่ของเงินปันผลสูงเหลือเพียง ADVANC
ทั้งนี้ หากถามถึงประเด็น (กนง.) มีการพูดถึงมาตรการอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ซึ่งปัจจัยนี้นับว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มอสังหาฯ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อาทิ AP, SIRI, SC และ SPALI เนื่องมาจากหากผ่อนผลนมาตรการดังกล่าวอย่างเหมาะสม จะทำให้สามารถกระตุ้นความต้องการและเสริมเรื่องการวางแผนลงทุนต่างๆ ทั้งการลงทุนอสังหาฯ แนวราบและแนวตั้ง ได้อย่างเหมาะสม
ตามภาพที่ฝ่ายนักวิเคราะห์เห็นในตอนนี้ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติเริ่มมีทิศทางที่สอดคล้องกัน และก่อนหน้านี้รัฐบาลมีความหวังให้ GPD สามารถเติบโตได้ 2.6-2.7% ขณะที่ฝั่งฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงมีความหวังเรื่องการเรียกความเชื่อมั่นผ่านการตั้งกองทุน ThaiESG 2 ซึ่งคาดว่ามีความชัดเจนในเดือน มีนาคม นี้ ภาพรวมยังต้องติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป
ส่วนสงครามการค้าฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่าประเด็นนี้มันกระทบไปทั่วโลก แต่ไทยอาจมีการตอบรับเชิงลบไปมาเนื่องมาจากดัชนี SEI Index อยู่ในระดับที่ต่ำทำให้ตอบสนองต่อปัจจัยลบมากกว่าบวก อย่างไรก็ตามฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่า SET Index ใกล้ช่วงขาขึ้นแล้ว โดยแนะนำลงทุนหุ้น Big Cap. อาทิ BH, MINI, HMPRO, CPALL, CPAXT, SCGP และ GPSC เป็นต้น ซึ่งหากนักลงทุนต้องการลงทุนระยะยาวหุ้นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่โดดเด่นมีความสามารถให้การแข่งขันได้