
“เผ่าภูมิ” เร่งดัน “Financial Hub” ดึงนักลงทุนต่างชาติ หนุนเศรษฐกิจไทยโต
“ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รมว.คลัง เปิดโครงการ "Financial Hub" หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ดึง 100 บริษัทชั้นนำ เสริมระบบการเงินและนวัตกรรม
ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้จัดเปิดตัวโครงการศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) ภายใต้หัวข้อ “Pioneering Progress: Thailand’s Financial Hub Blueprint” โดยมีบริษัทด้านการเงินชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 100 บริษัท ครอบคลุมสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
โดยการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำว่า Financial Hub ของไทยไม่ได้เป็นเพียงการยกร่างกฎหมาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก โดยมีการออกแบบและกำกับดูแลโครงการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการใช้จุดแข็งของไทยเพื่อดึงดูดนักลงทุน โครงการนี้มุ่งเน้น 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ สิทธิประโยชน์ที่แข่งขันได้ในระดับโลก ผ่านการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ชัดเจน การปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจให้สะดวกและรวดเร็ว
รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ มาตรฐานการกำกับดูแลที่ทันสมัยและคล่องตัว ด้วยการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (OSA) เพื่อให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมการเงิน ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูง รองรับความต้องการของตลาด และ การส่งเสริมการเข้าถึงตลาดในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการแก่ลูกค้าต่างชาติ (Non-resident) ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ธุรกิจต่างประเทศสามารถเข้าถึงตลาดไทยในบางกรณี
ด้วยทำเลที่ตั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โครงการ Financial Hub จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นประตูสู่การลงทุนในภูมิภาค และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก โดยเฉพาะในด้าน การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) และสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) ซึ่งไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง นอกจากนี้ ปัจจุบัน ร่างกฎหมาย Financial Hub อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ
รัฐบาลยังได้เชิญชวนบริษัทด้านการเงินระดับโลกและผู้ประกอบการในประเทศ เข้าร่วมใน 8 ประเภทธุรกิจหลักภายใต้โครงการ Financial Hub เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต โครงการนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับบทบาทของไทยในตลาดการเงินสากล แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมทางการเงินให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก