“มอร์แกน สแตนลีย์” เมินตลาดหุ้นไทย ชี้ “กลุ่มแบงก์” RoE ต่ำสุดอาเซียน

“มอร์แกน สแตนลีย์” มองหุ้นแบงก์ไทยขาดความน่าสนใจ หลัง RoE อยู่ระดับต่ำสุดอาเซียน และอัตราปันผลยู่ในระดับกลางๆ หากอยากลงทุนแนะนำ BBL-KBANK เด่นสุด


มอร์แกน สแตนลีย์ เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุด ระบุว่า ภาคธนาคารไทยยังขาดความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (RoE) อยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่อัตราเงินปันผลยังอยู่ในระดับปานกลาง

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุนในภาคธนาคารไทย มอร์แกน แนะนำให้พิจารณาหุ้นธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดยฝ่ายวิเคราะห์ให้เรตติ้ง “Overweight” สำหรับทั้งสองหุ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

โดยฝ่ายวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยคาดการณ์ว่า RoE ของกลุ่มธนาคารไทยจะลดลง 20bps สู่ระดับ 8.9% ในปี 68 สาเหตุหลักมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ชะลอตัวตามภาวะการเติบโตของสินเชื่อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อรายได้ของธนาคาร ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้จากค่าธรรมเนียม การควบคุมต้นทุน และการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของค่าใช้จ่ายด้านเครดิต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยพยุง RoE ให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ แม้ว่าการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคารไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าต่างประเทศ แต่ล่าสุดแนวโน้มดังกล่าวได้เปลี่ยนทิศทาง โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ถึงมกราคม 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยในดัชนี SET มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ฝ่ายวิเคราะห์ชี้ว่า ราคาหุ้นธนาคารยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกองทุนในประเทศที่ให้ความสำคัญกับเงินปันผลมากกว่าการเติบโตของมูลค่าหุ้น ขณะที่การประเมินมูลค่าของ SCBx และ TTB ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ระดับ 8% ถูกมองว่าอยู่ในระดับเต็มมูลค่าแล้ว ในขณะที่ KBank และ BBL ซึ่งมีอัตราผลตอบแทน 6% และ 5% ตามลำดับ ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตของราคา

ฝ่ายวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์ว่า BBL และ KBANK จะมีการเติบโตของกำไรสูงสุดเป็นอันดับสองและสามในปี 2568 ตามหลัง TTB ซึ่งเป็นธนาคารที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดในปีดังกล่าว ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น BBL และ KBank ยังคงอยู่ที่ระดับ 1SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นหากปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย

แม้ว่าธนาคารไทยอาจได้รับประโยชน์จากการขยายผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ไปยังฐานลูกค้าปัจจุบัน แต่ในระยะยาวยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงที่อาจทำให้เกิดการโยกย้ายเงินฝากเข้าสู่การลงทุน ประกอบกับสัดส่วนเงินฝากต่อ GDP ที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งอาจจำกัดโอกาสเติบโตของภาคธนาคารในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มอร์แกน สแตนลีย์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในอัตราเลขหลักเดียวระดับสูง (high single-digit growth) โดยคาดว่า รายได้จากธุรกิจ Wealth Management จะสามารถช่วยชดเชยการเติบโตที่ชะลอตัวในภาคส่วนอื่นๆ ของธนาคารไทยได้ในระยะถัดไป

Back to top button