CREDIT ตั้งเป้าปีนี้ “พอร์ตสินเชื่อ” โต 2 หลัก เปิดตัว “SME กล้าสู้” ดอกเบี้ย 6.95%

CREDIT เดินหน้าหนุน “ไมโครเอสเอ็มอี” เปิดตัว SME กล้าสู้ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 6.95% พร้อมขยายวงเงิน “SME กล้าให้” สู่ 50 ล้านบาท หนุนสินเชื่อปีนี้โต 2 หลัก


นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ปี 2568 ธนาคารวางแผนขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อหลัก และการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล โดยยังคงใช้ “SME กล้าให้” เป็นผลิตภัณฑ์หลักในการผลักดันการเติบโต พร้อมขยายวงเงินสูงสุดจาก 35 ล้านบาทเป็น 50 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจที่ขยายตัว

ด้าน นายนาธัส กฤตวรานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริหารธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ธนาคารจึงได้พัฒนา “สินเชื่อ SME กล้าสู้” ด้วยโมเดล Risk-based Pricing ที่พิจารณาอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงรายลูกค้า โดยมีดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 6.95% ต่อปี ใช้เงินฝากค้ำประกัน ให้สินเชื่อสูงสุด 5 เท่าของหลักประกัน และไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการให้บริการ ธนาคารยังมีแผนเปิด Business Center ในจังหวัดศูนย์กลางธุรกิจทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Always STANDBY” ผ่าน MV และภาพยนตร์สั้น ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอีภายใต้แนวคิด “แค่มีเรา STANDBY” ตอกย้ำพันธกิจของธนาคารไทยเครดิตในการเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์

นายรอยย์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงได้พัฒนา “สินเชื่อ SME กล้าให้” ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย

โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 8% ในปี 2567 ขณะที่ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมรวมกว่า 180,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 28,000 ราย และพอร์ตสินเชื่อกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงถึง 26.9% ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างกว่า 100,000 ล้านบาท

นายรอยย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของธนาคารไทยเครดิตอยู่ที่การพัฒนาโมเดลการให้สินเชื่อที่สามารถขยายโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงเงินทุนได้โดยไม่ละเลยหลักการบริหารความเสี่ยง ซึ่งสะท้อนจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่อยู่ในระดับเลขสองหลักต่อเนื่อง โดยในปี 2567 เติบโต 12.8% ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ไว้ได้อย่างน่าพอใจ โดยมีอัตราหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 3.7% เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่หดตัว -5% และมี NPL สูงถึง 7.01%

Back to top button