
พรีวิว “งบแบงก์” ไตรมาส 1/68 ชู TTB–KTB–BBL กำไรเด่นสุด
บล.ดาโอฯ ประเมิน “งบแบงก์” ไตรมาส 1/68 คาดกำไรแตะ 5.5 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์สำรองฯลด แนะลงทุน “มากกว่าตลาด” ชู TTB ได้แรงหนุนโครงการซื้อหุ้นคืน–Dividend Yield สูง 7% ส่วน KTB- BBL โชว์ฐานกำไรแกร่ง–PBV ต่ำกว่ากลุ่ม
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/67 หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) มานำเสนอ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจแรกที่จะประกาศโดยครั้งนี้อ้างอิงข้อมูลจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)โดยระบุไว้ดังนี้
ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” (Overweight) โดยคาดการณ์กำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 1/2568 จะอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8% เทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจาก ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (Credit Cost) และ ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ที่ลดลง
โดยธนาคารที่คาดว่ากำไรเติบโตดี เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โต 5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และโต 6% เทียบไตรมาสก่อนหน้า
ส่วน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โต 4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และโต 10% เทียบไตรมาสก่อนหน้า และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB โต 1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และโต 5% เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากการลดลงของสำรองฯ เป็นหลัก
ขณะที่ธนาคารที่คาดว่ากำไรหดตัว เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ลดลง 15% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 12% เทียบไตรมาสก่อนหน้า
ส่วน บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ลดลง 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5% เทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
ส่วนแนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 1/2568 คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย 0.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.3% เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากสินเชื่อภาครัฐที่ชะลอตัว แม้ว่าสินเชื่อรายใหญ่ยังเติบโตได้ ส่วนอัตราส่วน NPL ปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.08% (จาก 3.05% ในไตรมาสก่อน 4/67) แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ทั้งนี้ประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารปี 2568 คาดอยู่ที่ 224,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และปี 2569 อยู่ที่ 235,000 ล้านบาท โต 5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองฯอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะลดลง 9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปี 2567 ที่ลดลง 7% เพราะมีการตั้งเผื่อมาเยอะแล้ว นอกจากนี้มีมุมมองเชิงกลยุทธ์คาดว่ากนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1.75% ในปี 2568
ทั้งนี้หุ้นกลุ่มธนาคารมีผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนเพิ่มขึ้น 6% และ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับ SET ที่ผันผวนทำให้มีการโยกเงินเข้ามาในหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง โดยอัตราเงินปันผลเฉลี่ย (Dividend Yield) ของกลุ่มอยู่ที่ 7% เทียบกับตลาดที่ 3%
ขณะที่ Valuation ยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ 0.68x PBV ปี 2568 (-1.00SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี) โดย Top Picks: หุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ TTB, KTB และ BBL
โดย TTB คำแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 2.22 บาท เพราะมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยหนุนราคาหุ้น ประกอบกับมี Dividend yield สูงราว 7% ขณะที่ PBV ปี 2568 อยู่ที่ 0.80 เท่า (-0.50SD) และราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรที่ยืนเหนือ 5 พันล้านบาทต่อไตรมาสได้ต่อเนื่อง
ส่วน KTB คำแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 27.50 บาท กำไรปี 2568 คาดอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท โต 6 % เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย PBV เพียง 0.76 เท่า (-0.50SD) ด้านราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรรายไตรมาสทำกำไรเกิน 10,000 ล้านบาทต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดกัน และ NPL ต่ำกว่ากลุ่มจากสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐที่สูง
ส่วน BBL คำแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 186.00 บาท เพราะมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินที่รองรับความเสี่ยงได้ดีกว่าคู่แข่ง เพราะมี Coverage ratio สูงสุดในกลุ่มที่ 334% และ Valuation ถูกกว่ากลุ่ม โดย PBV เพียง 0.51 เท่า (-1.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี)