
ERW เด้ง 2% โชว์กำไรปี 67 โต 72% แตะ 1.2 พันล้านบาท เคาะปันผล 0.09 บ.
ERW บวก 2% หลังรายงานกำไรปี 67 เติบโต 72% แตะ 1.2 พันล้านบาท จากปีก่อนมีกำไร 742 ล้านบาท อานิสงส์รับรู้รายได้กลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับกลาง-ชั้นประหยัดเติบโตเด่น พ่วงดีมานด์นักท่องเที่ยวแกร่ง ขณะที่บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผล 0.09 บาท เตรียมขึ้น XD วันที่ 10 มี.ค.กำหนดจ่ายเงินปันผล 21 พ.ค. 68
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (26 ก.พ.67) ราคาหุ้น บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ณ เวลา 10:45 น. อยู่ที่ระดับ 3.12 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 1.96% สูงสุดที่ระดับ 3.18 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.04 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 74.20 ล้านบาท
โดยราคา ERW ปรับตัวขึ้นตอบรับการรายงานผลการดำเนินงานงวดปี 67 สิ้นสุด 31 ธ.ค.67 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,280.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 742.66 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้รวม อยู่ที่ 7,917 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บันทึกกำไรระดับ EBITDA ก่อนรายการพิเศษ อยู่ที่ 2,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและกำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทฯบันทึกกำไรสุทธิเมื่อรวมผลรายการพิเศษจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ใช้วิธีส่วนได้เสียกำไรจากผลต่างของสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าจากการเปลี่ยนแปลงสัญญาเช่า และการกลับรายการขาดทุนจากการด้อยค่าที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์ อยู่ที่ 1,281 ล้านบาท หรือเติบโต 72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ กลุ่มลูกค้าหลักของกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับปี 67 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศอยู่ที่ 35.50 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งไว้ที่ 35 ล้านคน เติบโต 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นการฟื้นตัว 87% ของปี 62 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยว 3อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินเดีย
ส่วนผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวจนถึงชั้นประหยัดในไตรมาส 4/67 เติบโตอย่างโดดเด่นจากความสามารถในการปรับเพิ่มราคาของบริษัทฯ ประกอบกับความแข็งแกร่งของภาวะอุตสาหกรรม โดยค่าห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต 15% จเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยกลุ่มโรงแรมระดับกลางและชั้นประหยัดมีการเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 20% และ 18% ตามลำดับ ซึ่งการกลับมาเปิดดำเนินการเต็มไตรมาสของ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา หลังจากปิดปรับปรุงตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงกันยายน 2567 ถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตของกลุ่มโรงแรมระดับกลาง ขณะที่โรงแรมชั้นประหยัดก็ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ จากกลยุทธ์ในการปรับเพิ่มราคาของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปี 67 โรงแรมในกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังคงรักษาอัตราการเข้าพักที่ระดับเดียวกับปีก่อน ในขณะที่กลุ่มโรงแรมชั้นประหยัดมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้วยเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่ 16% เมื่อเทียบกับปี 66 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นของค่าห้องพักเฉลี่ยที่ 11% และอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 4%
อีกทั้งปี 67 โรงแรมในกลุ่มนี้มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 6,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ จากอาหารและเครื่องดื่มเป็น อยู่ที่ 1,401 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน และกำไรระดับ EBITDA อยู่ที่ 2,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมปันผลงวดการดำเนินงาน 1 ม.ค. 67 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 67 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 10 มี.ค. 68 กำหนดจ่ายเงินปันผล วันที่ 21 พ.ค. 68