BGRIM บวกต่อ 2% ลุ้นกำไร Q3 แตะ 797 ล้าน รับดาต้าเซ็นเตอร์หนุน โบรกเคาะเป้า 21.70 บาท

BGRIM บวกต่อ 2% บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดกำไรไตรมาส 3/69 แตะ 797 ล้านบาท โต 53% จากปีก่อน รับรายได้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 69–71 ขึ้น 10–25% คงราคาเป้าหมาย 21.70 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 พ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ณ เวลา 10:07 น. อยู่ที่ระดับ 19.70 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 2.07% ราคาสูงสุด 19.80 บาท ราคาต่ำสุด 19.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 326.27 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า BGRIM มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้การจำหน่ายไฟฟ้าและรายได้จากธุรกิจบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ฟื้นตัว แม้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในวงจำกัด

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการกลับรายการทางภาษีรวมประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่า BGRIM จะมีกำไรปกติไตรมาส 3/2569 จำนวน 677 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.7% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 184.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการจากธุรกิจหลักและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม

สำหรับรายได้จากการดำเนินงาน คาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจบริการ (Services Income) ซึ่งประกอบด้วยงานที่ปรึกษาการลงทุนในต่างประเทศและโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยประเมินว่าจะมีรายได้จากส่วนดังกล่าวประมาณ 500 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการเดิมของ FSS

ขณะเดียวกัน รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม (Industrial Users: IU) คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายไฟฟ้าให้ลูกค้า IU ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าตามทิศทางค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) แต่ยังเพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปีก่อน

ด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 400 บาทต่อล้านบีทียู (MMBTU) จากค่าเฉลี่ย 363 บาทต่อล้านบีทียูในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลูกค้าอุตสาหกรรมของ BGRIM มากกว่า 50% ได้ปรับมาใช้สูตรคำนวณค่าไฟฟ้าที่อ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas-linked Tariff) ส่งผลให้บริษัทสามารถลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง และช่วยรักษาอัตรากำไรของโรงไฟฟ้า SPP ได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ FSS คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในไตรมาส 3/2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 420 ล้านบาท จาก 98 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 และพลิกกลับจากผลขาดทุน 169 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนของสินทรัพย์ในต่างประเทศที่อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังเงินบาทอ่อนค่าลง

สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) คาดว่าจะลดลง 7.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของหนี้สินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนจะได้รับการชดเชยจากรายได้ภาษีประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบันทึกสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 FSS ประเมินว่าผลประกอบการของ BGRIM จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2569 มาอยู่ที่ประมาณ 440 บาทต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้า SPP เพียงเล็กน้อย เนื่องจากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สามารถส่งผ่านต้นทุนก๊าซให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมบางส่วนได้

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับไตรมาส 4 เป็นช่วงฤดูกาลที่เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ส่งผลให้กำไรจากโครงการดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ FSS ระบุว่า หากกำไรไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะส่งผลให้กำไรปกติงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปีเดิม ประกอบกับแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/2569 ที่คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติในช่วงปี 2569–2571 ขึ้นประมาณ 10–25%

โดยปรับประมาณการกำไรปกติปี 2569 เป็น 2,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน ขณะที่ปี 2570 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 2,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.7% และปี 2571 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 2,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากปีก่อนหน้า ตามลำดับ

ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะถัดไปมาจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้ผลการดำเนินงานจากการผลิตไฟฟ้าได้เต็มปี รวมถึงการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Data Center โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการระยะแรกในไตรมาส 1/2570 และระยะที่สองตั้งแต่ไตรมาส 3/2570 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ FSS ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจผลิตไฟฟ้าในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายการลงทุนในธุรกิจ Data Center ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ของ BGRIM ควบคู่กับการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ FSS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BGRIM พร้อมราคาเป้าหมาย 21.70 บาทต่อหุ้น โดยประเมินว่าบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาว จากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Nakwol และการทยอยรับรู้รายได้ธุรกิจ Data Center ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต

Back to top button