คุณตลาดกับโดนัลด์ ทรัมป์
จากนี้ไปจะถือเป็นช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะชี้ขาดรู้ผลเมื่อผ่านวันที่ 3 พฤศจิกายนไปแล้ว ซึ่งหากนับระยะเวลาก็จะเหลืออีกไม่เกิน 5 เดือนเท่านั้น
พลวัตปี 2020 : วิษณุ โชลิตกุล
จากนี้ไปจะถือเป็นช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะชี้ขาดรู้ผลเมื่อผ่านวันที่ 3 พฤศจิกายนไปแล้ว ซึ่งหากนับระยะเวลาก็จะเหลืออีกไม่เกิน 5 เดือนเท่านั้น
ตอนนี้ผลโพลสำรวจคะแนนนิยมของประธานาธิบดีคนเดิม โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้ท้าชิงคนสำคัญ โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต จึงเริ่มถี่กระชั้นเรียกน้ำย่อย เพื่อให้ทีมงานของผู้แข่งขันได้ปรับกระบวนท่าในการสร้างคะแนนนิยม
แม้ว่าผลโพลสำรวจจะยังไม่ชัดเจน และยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ตัดสินใจลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด แต่ล่าสุดคะแนนนิยมของทรัมป์ยังคงร่วงไม่หยุดหย่อน ทำให้ทีมงานถูกกดดันสุด ๆ
คำถามที่น่ารอคอยคือทรัมป์จะสามารถงัด “ไพ่ตายใบสุดท้าย” ได้ทันเวลาหรือไม่โดยเฉพาะความคาดหวังที่จะโกยคะแนนกลับมาได้ก็คือ “วัคซีนป้องโควิด” ให้พร้อมใช้ภายในสิ้นปีนี้
เพียงแต่หากมีการเลือกตั้งก่อนวันที่ 3 พฤศจิกายน ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ่ายให้โจ ไบเดน ราบคาบ จึงมีความหมายพอสมควร
ผลสำรวจล่าสุดของ Reuters/Ipsos แสดงให้เห็นว่า นายไบเดนมีคะแนนนำปธน.ทรัมป์อยู่ 8% โดยคะแนนนิยมของปธน.ทรัมป์ร่วงลงเนื่องจากความล้มเหลวในการรับมือกับโรคโควิด-19
นักลงทุนบางส่วนได้ปรับพอร์ทการลงทุนของตนเองโดยลดการถือหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเทขายเงินดอลลาร์เพื่อเตรียมรับความเป็นไปได้สำหรับความเสี่ยงทางนโยบายบางด้านที่นายไบเดนจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีนี้
สำหรับคนที่ไม่ใช่อเมริกัน ข่าวดังกล่าวถือเป็นข่าวดีที่รอคอยเพราะไม่ชื่นชอบนโยบาย “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ที่สร้างปัญหามากมายในยุคของทรัมป์ที่เพิ่งมาออกอาการชนิด” ตายตอนใกล้จบกับโควิด-19
ความผิดพลาดของทรัมป์และความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างด้านสุขภาพของสังคมอเมริกัน ทำให้สหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (2,780,152) รองลงมาคือบราซิล (1,453,369) รัสเซีย (661,165) อินเดีย (606,907) สหราชอาณาจักร (313,483) และสเปน (296,739)
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (130,798) ตามมาด้วยบราซิล (60,713) สหราชอาณาจักร (43,906) อิตาลี (34,788) และฝรั่งเศส (29,861)
โจ ไบเดน ถือว่าเป็นคู่แข่งทางการเลือกตั้งของพรรคเดโมเครตที่มา “ถูกที่ ถูกเวลา” พอดีได้รับคะแนนเสียงจากผู้แทนลงคะแนนของพรรคไปถึง 1,995 เสียง จากการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคในหลาย ๆ รัฐล่าสุด ถือเป็นคะแนนที่เกินขั้นต่ำ 1,991 เสียงไปเรียบร้อย แม้จะยังเหลือรัฐที่จะต้องมีการเลือกตั้งอีก 8 รัฐ กับ 3 เขตปกครองก็ตาม
ไบเดน มีคุณสมบัติทางการเมืองที่เหนือกว่านางฮิลลารี คลินตันที่เคยพ่ายให้กับทรัมป์เมื่อสามปีเศษมาแล้ว และถือว่ามีจุดอ่อนให้ถูกโจมตีน้อยที่สุด ชนิดที่ทำให้ทีมงานหาเสียงของทรัมป์และพรรครีพับลิกันต้องเหนื่อยใจมากพอสมควร
ผลงาน และบุคลิกภาพของไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีในยุคสมัยที่คุณบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีระหว่างปี 2009-2017 เหมาะอย่างยิ่งกับช่วงเวลาการเลือกตั้งที่ดูเหมือนว่าคนอเมริกันเริ่มตาสว่างมากขึ้น และทรัมป์เองก็เริ่ม “หมดมุข” อย่างชัดเจน
หากลงลึกในรายละเอียดจะพบข้อมูลที่สะท้อนท่าทีเปลี่ยนไปของคนอเมริกันมากกว่าเดิมจากเมื่อครั้งที่แล้วชัดเจนยิ่งขึ้น
ย้อนกลับไปในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 ระหว่าง ทรัมป์กับฮิลลารี จะพบว่ารัฐ Swing state สำคัญ ๆ ซึ่งมีที่นั่งคณะผู้รับการเลือกตั้ง (Electoral college) จำนวนมากพอที่ชี้ว่าใครแพ้ใครชนะ อย่างรัฐฟลอริด้า มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และแอริโซนา ขณะนั้นจัดเป็นพื้นที่ “สีแดง” หรือเป็นฐานเสียงรีพับลิกันที่ส่งผลให้ทรัมป์คว้าชัยชนะเหนือฮิลลารีแต่การเลือกตั้ง 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ realclearpolitics.com และเว็บ 270towin.com ซึ่งได้ประมวลค่าเฉลี่ยจากการสำรวจของหลายสำนักโพลระหว่างวันที่ 1 พ.ค. ถึง 11 มิ.ย. พบว่า รัฐ Swing state ในข้างต้นกลายเป็นพื้นที่ “สีน้ำเงิน” ของไบเดนและเดโมแครตไปแล้วเรียบร้อย
ที่รัฐมิชิแกนซึ่งมี Electoral collegeถึง 16 เสียง โพลชี้ว่าประชาชนจะโหวตให้ไบเดนมากกว่าทรัมป์ที่ 49.8% ต่อ 42.2% หรือที่ฟลอริดา ซึ่งเป็นรัฐสำคัญที่บรรดาผู้สมัครทั้งสองฝ่ายจะแย่งชิงคะแนนโหวตกันเนื่องจากมี Electoral collegeสูงถึง 29 เสียง ก็พบว่า ไบเดนนำทรัมป์อยู่ราวสองจุดที่ 47.5% ต่อ 45.0%
เช่นเดียวกับรัฐวิสคอนซิน อดีตรองประธานาธิบดีไบเดนนำทรัมป์อยู่ที่ร้อยละ 47.8% ต่อ 41.5% ซึ่งหากย้อนไปในการเลือกตั้ง 2016 ทรัมป์โกยคะแนนจากมิชิแกนกับวิสคอนซินอย่างท่วมท้น แต่จากผลโพลล่าสุดข้างต้น เริ่มสั่นคลอนความหวังนั่งเก้าอี้สมัยสองของปธน.ทรัมป์ โดยเฉพาะมิชิแกนไบเดนมีผลคะแนนโพลนำทรัมป์สูงเกือบ 12 จุด
หากมองในภาพรวมกระแสข้อเรียกร้องของทรัมป์ในเรื่องนำอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง กลายเป็นความหลงผิดที่คนอเมริกันเริ่มยอมรับและตาสว่างมากขึ้น
ตลาดหุ้นและตลาดทุนอเมริกันในยุคหลังโควิด-19 ที่กำลังหาทางออกจากช่วงเวลาของจึงต้องการหาทาง “กลับสู่พื้นฐาน” ที่สมเหตุสมผล มากกว่าความหวือหวา
ในมุมของ “คุณตลาด” ยุคสมัยของความบ้าบิ่นของทรัมป์อาจจะปิดฉากลง แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นจะต้องปรับฐานใหญ่โตอะไร และการกลับสู่พื้นฐานย่อมเป็นสิ่งที่สร้างเสถียรภาพในระยะยาวมากกว่า
แม้ยามนี้ จะถือว่าเร็วเกินไปที่จะบอกได้เต็มที่ว่าคนอเมริกานั้นตาสว่างแล้วก็ตาม