ฝรั่งขายยับ

หากประเมินสถานการณ์ตามเนื้อผ้าจะเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของนักลงทุนต่างชาติเหมือนเช่นที่ผ่านมา


หากประเมินสถานการณ์ตามเนื้อผ้า จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของนักลงทุนต่างชาติเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะคอนโทรลให้ต่างชาติกลับมาซื้ออย่างต่อเนื่อง เพราะแค่มองเรื่องเงินไหลออกอันเป็นผลมาจากดอกเบี้ยพันธบัตรอเมริกา 10 ปีอยู่ในระดับ 4.60% ก็ทำให้เงินไหลกลับไปที่อเมริกาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกหงอยเหงากันเป็นแถวพะย่ะค่ะ

โดยข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ตรงวันพฤหัสที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นออกมาแค่ 1.37 พันล้าน และโบรกเกอร์ขายหุ้นออกมา 668 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยซื้อสวนเข้าไป 1.28 พันล้าน และกองทุนซื้อแบบหน่อมแน้ม 751 ล้านบาท แต่ดัชนีก็บวกได้แค่ 1.69 จุด มันทำให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยไปต่อลำบากจริง และเมื่อดูในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า ต่างชาติขายออกมา 8 หมื่นล้านแบบนี้..เหนื่อยแน่ ๆ เจ้าค่ะ

วันนี้เลยต้องยอมรับความจริงว่า ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้อให้บริษัทปั๊มกำไรเพิ่มขึ้น แถมมีเรื่องต้นทุนน้ำมันในการทำธุรกิจสูงขึ้นมารบกวนแบบนี้ “โมนิก้า” ฟันธงได้ทันทีว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 อาจไม่ดีเหมือนที่หวัง ส่งผลให้การถีบตัวของดัชนียังเป็นไปยากจึงลงมาปิดที่ 1,345.66 จุด ลบไป 5.86 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.48 หมื่นล้านบาท ก็คงทำให้นักลงทุนรออภินิหารต่อไปเจ้าค่ะ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า การทะยานขึ้นของหุ้น DELTA ก่อนจะมาปิดที่ระดับ 73.75 บาท บวกไป 0.75 บาท หรือขึ้นไป 1.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.72 พันล้านบาท มีผลทำให้ดัชนีขึ้นเกือบ 1 จุด และอย่าลืมว่า ลักษณะการขึ้นเที่ยวนี้เป็นไปในทางเด้งสั้น ๆ หลังราคาหุ้นซึมลงต่อเนื่อง 4 วัน “โมนิก้า” ถึงมองเป็นเกมคนกล้าที่พร้อมจะลุยถั่ว เพราะเที่ยวก่อนก็เคยเด้งขึ้นไปแถว 80 บาทไงล่ะคะ

ส่วนรายที่ยับเยินอย่าง BTS ถือเป็นประเด็นที่ทำให้นักเล่นต้องคิดมากเป็นพิเศษ เพราะการทิ้งตัวลงแรงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยืนปิดไปที่ระดับ 4.80 บาท ลบไป 1.05 บาท หรือลงไป 17.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.23 พันล้านบาท มันมาพร้อมกับตัวเลขขาดทุนที่มีมากถึง 5 พันล้าน และเรื่องนี้ก็ดันไปเกี่ยวพันสายสีเหลือง กับสายสีชมพูแบบนี้..หนักแน่นอน! แต่โชคดีที่ปีนี้จะไม่มีภาระที่เกิดจาก KEX จึงเป็นเกมที่ทำได้แค่ “wait & see” เพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจไม่ฟื้นตัวในเร็ววันจ้า!

เช่นเดียวกับในรายของ BANPU น่าจะถึงจุดต่ำสุดของราคาหุ้นแล้ว แต่เอาเข้าจริงกลับยังมีแรงขายออกมาเรื่อย ๆ และทำให้ราคาหุ้นลงมายืนที่ 5.40 บาท ลบไป 0.10 บาท หรือลงไป 1.82% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 687 ล้านบาท โดยที่บริษัทยังทำกำไรได้ทุกปี และมีบุ๊กแวลูอยู่ที่ระดับ 13.59 บาท ขณะที่โลว์เดิมอยู่ที่บริเวณ 5.20 บาทแบบนี้ เดี๊ยนเลยสงสัยว่า ลงมาขนาดนี้ยังไม่น่าซื้ออีกเหรอ?

คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหุ้น HMPRO ก็มีแรงขายออกมาไม่หยุดหย่อน จนราคาหุ้นลงมาปิดที่ระดับ 9.30 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 3.13% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.45 ล้านบาท ท่ามกลาง PE 19 เท่า และยังมีไม้เด็ดอยู่ที่ปันผลระหว่างกาลให้เห็นเป็นระยะ แต่นักลงทุนสถาบันก็ไม่ช้อนหุ้นเข้าพอร์ตเสียทีแบบนี้ มันเหมือนสร้างแรงกดดันให้กับนักลงทุนโดยตรงเลยนะจ๊ะ

ขนาดหุ้นความสวยความงามอย่าง KAMART ซึ่งอุดมไปด้วยกลุ่มนักเล่นที่เรียกตัวเองว่าวีไอ ยังรินหุ้นออกมาเหมือนกับรายอื่น ๆ “โมนิก้า” ถึงมองว่า เกมนี้อาจเป็นรายการของวีไอกินกันเอง และอาจมาในแนวใครลุกช้าจ่ายรอบวงก็เป็นไปได้ เดี๊ยนถึงมองการอ่อนตัวลงมาปิดที่ระดับ 13.80 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 4.83% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 130 ล้านบาท ไม่ใช่จังหวะที่แมงเม่าต้องเข้าไปรับของร้อนเจ้าค่ะ

ตบท้ายกันที่หุ้น JMT เพื่อชี้ให้เห็นแรงขายที่ไหลออกมาไม่หยุด ประหนึ่งบริษัทมีปัญหาร้ายแรง ทั้งที่ความจริงก็คือ กำไรลดลงแค่ 8% แต่ดันขายหุ้นเหมือนบริษัทขาดทุนมหาศาล เดี๊ยนถึงแปลกใจที่หุ้นทำโลว์ใหม่ต่อเนื่อง จนล่าสุดลงมายืนปิดที่ระดับ 15.40 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 6.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 421 ล้านบาท ท่ามกลาง PE 12 เท่าแบบนี้.. “ถูก” หรือ “แพง” อยู่ที่นักลงทุนคิดอย่างไร?..อิอิอิ

โมนิก้า: และทีมงาน

Back to top button