พาราสาวะถี

ปิดจ๊อบกันไปเรียบร้อยกับการส่งตัวคนสัญชาติจีนที่ถูกขบวนการค้ามนุษย์หลอกไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่จังหวัดเมียวดี ของเมียนมากลับประเทศ


ปิดจ๊อบกันไปเรียบร้อยกับการส่งตัวคนสัญชาติจีนที่ถูกขบวนการค้ามนุษย์หลอกไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่จังหวัดเมียวดี ของเมียนมากลับประเทศ หลังจากที่หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร รับตัว 100 คนสุดท้าย จากจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด เข้ากระบวนการตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของไทย แล้วส่งขึ้นเครื่องกลับประเทศจีน รวมการส่งกลับ 3 วัน 20-22 กุมภาพันธ์ จำนวน 621 คน

ที่เหลือหลังจากนี้ก็จะเป็นการทำงานในลักษณะไตรภาคี ไทย จีน เมียนมา โดยไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ซึ่งคาดว่าน่าจะหารือกันได้ภายในสัปดาห์นี้ “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นตัวแทนรัฐบาลเข้าร่วมหารือด้วยตัวเอง ถือเป็นการเดินหน้าต่อเพื่อสะสางปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้จบ รวมไปถึงขยายผลขอความร่วมมือกับทางกัมพูชาและลาว เพื่อปิดเส้นทางการเคลื่อนย้ายของแก๊งจากเมียนมา และให้กวาดล้างพวกมิจฉาชีพที่ไปปักหลักอยู่ในสองประเทศนี้ด้วย

เรียกได้ว่า มาตรการเด็ดขาด ที่ แพทองธาร ชินวัตร สั่งการ โดยบิ๊กอ้วนรับลูก เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก่อนมีมติและให้มีผลในทางปฏิบัติทันทีในวันรุ่งขึ้นทั้งตัดไฟฟ้า ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต และงดส่งน้ำมัน ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหากไม่ได้แบ็คอัพที่ดีอย่างจีนเข้ามาช่วยเหลือ ก็ยังจะเป็นงานยากสำหรับรัฐบาลไทยอยู่ดี พอมีการประสานความร่วมมือกันจนกดดันทางฝ่ายเมียนมาให้ความร่วมมือ ทุกอย่างจึงราบรื่น เรียบร้อย

หันกลับมามองภาคการเมืองภายในประเทศ หลังจากเคลียร์ปมที่ดินสนามกอล์ฟของ อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกตรวจสอบจากเด็กในคาถาของ ธรรมนัส พรหมเผ่า จบก่อนที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมีนัดกินข้าวเย็นกันในวันพรุ่งนี้ (25 กุมภาพันธ์) ก็มีประเด็นร้อนใหม่เกิดขึ้นอีก เมื่อ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภานำทีมแถลงระหว่างการไปจัดสัมมนากันที่สวนสนประดิพัทธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แสดงความไม่พอใจต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่จะดำเนินการสอบสวนเอาผิดในปมฮั้วเลือก สว.

ถึงขนาดขู่ที่จะมีการเล่นงานรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยข้อกล่าวหาว่าไม่มีอำนาจในการที่จะตรวจสอบ เอาผิด พร้อมใช้กลไกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย หากเป็นการแสดงออกกันโดยใช้สิทธิส่วนบุคคลของ สว.ก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะถูกมองกินปูนร้อนทองหรืออย่างไรก็ตาม แต่การที่ คารม พลพรกลาง นักกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย แสดงความเห็นในเชิงขู่ดีเอสไอว่าถ้ารับคดีฮั้วเป็นคดีพิเศษอาจขัดกฎหมาย เพราะเป็นอำนาจ กกต. พร้อมพาดพิงไปถึง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หวังล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ มันยิ่งทำให้เห็นถึงการ “ออกอาการ”

เพราะ สว.ส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นสายสีน้ำเงิน ที่มีความเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว แต่คนของพรรคกลับมาแสดงออกเช่นนี้ และยังกล่าวหารัฐมนตรียุติธรรม ทั้งที่ตัวเองมีหัวโขนเป็นรองโฆษกรัฐบาลด้วย มันย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ปกติอะไรบางอย่าง ความจริงงานนี้ไม่ว่าจะ สส.หรือคนในรัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องแสดงความเห็น หรือท่าทีใด ๆ เนื่องจากเป็นเรื่องของสภาสูง เมื่อมั่นใจในความสุจริตที่เลือกกันเข้ามาแล้ว จะเป็นการดีเสียด้วยซ้ำไปหากมีการตรวจสอบแล้วทำให้ทุกอย่างโปร่งใส

ในความเป็นจริงเรื่องนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะหนังสือที่ส่งไปขอความเห็นจาก กกต.นั้น แสวง บุญมี ยังไม่ได้ส่งให้ทาง 7 เสือ กกต.พิจารณา และหนังสือตอบกลับไปยังดีเอสไอก็ถูกฝ่ายที่ยื่นร้องคือกลุ่ม สว.สำรองตั้งข้อสงสัยว่าเจตนาดึงจังหวะ ยื้อเวลาหรือไม่ โดยเลขาธิการ กกต.ระบุว่า ยังไม่ได้นำเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. เนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่

ทั้งที่ ในหนังสือที่ดีเอสไอส่งไปยัง กกต.นั้น ระบุชัดว่า หาก กกต.พิจารณาแล้วมีความเห็นประการใด กรมสอบสวนคดีพิเศษขอความอนุเคราะห์ให้ กกต.ได้กรุณาแจ้งยืนยันมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า มีความผิดทางอาญาใดบ้างที่ กกต.ประสงค์จะรับไว้ดำเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดบ้างที่ กกต.ประสงค์จะให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือ กกต.จะรับดำเนินการสอบสวนเองในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา ทุกฉบับกฎหมาย 

หรือประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา และทุกฉบับกฎหมาย เพื่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป น่าสนใจว่าเป็นการตอบไม่ตรงคำถามหรือไม่ ปัญหาเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ ส่วนประเด็นที่ว่าดีเอสไอมีอำนาจในการที่จะสอบเรื่องนี้หรือไม่นั้น เสรี สุวรรณภานนท์ อดีต สว.ลากตั้ง ให้ความเห็นยืนยันว่าทำได้

เนื่องจากการกระทำเดียวกันอาจเป็นความผิดต่อกฎหมายการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้ ในขณะเดียวกัน อาจเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ฟอกเงิน หรือความผิดฐานอื่นหากมีด้วย ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ฟอกเงิน หรือความผิดฐานอื่นที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดได้ เพราะเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังกล่าว

ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตกับความเห็นของเสรีที่ว่า ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ กกต.ไม่ทำหน้าที่ หลังจากที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ และวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่มีการร้องเรียน แต่ กกต.ไม่ทำให้เกิดความกระจ่าง เรื่องมันก็ยิ่งยุ่ง ทั้งที่เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องรับผิดชอบ เวลายิ่งผ่านไปนานวันเท่าใด กกต.ก็จะมีความผิดชัดเจนและมัดตัว กกต.มากขึ้นไปเรื่อย ๆ การที่ กกต.หากมีหน้าที่แล้วไม่ทำ ไป ๆ มา ๆ ดูแล้ว กกต.จะเป็นคนที่ติดคุกเสียเอง กกต.ควรรีบทำอะไร ๆ ในหน้าที่ของตนให้ถูกต้องเป็นธรรม ตามอำนาจหน้าที่ของตน นี่ไงคำตอบ ทำไมความศรัทธาจากประชาชนจึงไม่เกิด มิหนำซ้ำ ยังเสื่อมศรัทธาอีกต่างหาก

อรชุน

Back to top button