ตลาดรถยนต์กำลังถดถอย

ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังได้ประกาศตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกว่าเติบโตอย่างมาก แต่ข่าวร้ายจาก ส.อ.ท. ออกมากลบข่าวดีด้วยตัวเลขส่งออกรถยนต์ที่ลดลง


ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังได้ประกาศตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกว่าเติบโตอย่างมาก แต่ข่าวร้ายจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมากลบข่าวดีด้วยตัวเลขส่งออกรถยนต์ที่ลดลง 28.13% ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน และยอดขายในประเทศลด 12.26% พร้อมกับแนะรัฐบาลให้ช่วยค้ำประกันสินเชื่อ

รายงานข่าวจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์เมื่อ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาเผยว่า นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มฯ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน ม.ค. 68 อยู่ที่ 62,321 คัน ลดลง 28.13% จากเดือน ม.ค. 67 โดยมีมูลค่าการส่งออก 41,445.30 ล้านบาท ลดลง 31.57%

เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการตอบโต้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งการส่งออกของรถยนต์ไฟฟ้าจีนราคาถูกเข้ามาแข่งขันมากขึ้นในประเทศคู่ค้า และรถยนต์ส่งออกบางรุ่นกำลังจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ อีกทั้งเดือนธันวาคมมีวันหยุดมาก บางบริษัทเปิดทำการช้าในเดือนมกราคมจึงผลิตได้น้อย ทำให้เดือนมกราคมมีรถส่งออกน้อย ทั้งตลาดออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

“สถานการณ์ส่งออกในเดือน ม.ค. 68 ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน ส่งออกไปได้แค่ 83% ของกำลังการผลิต จากปกติที่จะส่งออกได้ถึง 98-99%”

ขณะที่จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ม.ค. 68 มีทั้งสิ้น 107,103 คัน ลดลง 24.63% จากเดือน ม.ค. 67 โดยเป็นยอดผลิตเพื่อขายในประเทศลดลง 31.78% ตามยอดขายที่หดตัว และผลิตเพื่อส่งออกลดลง 21.10% ตามยอดส่งออกที่ลดลงเช่นกัน

ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือน ม.ค. 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,092 คัน ลดลง 12.26% จากเดือน ม.ค. 67 เนื่องจากธนาคารยังคงควบคุมการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และเศรษฐกิจไทยปี 67 ขยายตัวในอัตราต่ำที่ 2.5% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลงโดยเฉพาะผลผลิตยานยนต์ที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากลดลง แรงงานจำนวนมากมีรายได้ลดลง ทำให้ใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค้ำประกันการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะให้เร็วขึ้นจาก 4 เดือนเป็น 2 เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตมากขึ้น จ้างงานมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างบรรยากาศการลงทุนให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากยอดขายเพิ่มขึ้น 6 แสนคัน รัฐก็จะมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 6 พันล้านบาท

“อุตสาหกรรมยานยนต์มีห่วงโซ่การผลิตที่ใหญ่ หากเกิดการกระตุ้นก็จะส่งผลดีในวงกว้าง เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต คนมีงานทำ ตอนนี้ไม่มีทำโอทีแล้ว และได้รับเงินเดือนแค่ 75%

สำหรับยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงในเดือน ม.ค. 68

– ประเภท BEV จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 14,711 คัน ลดลง 7.73% จากเดือน ม.ค. 67 และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 68 มีจดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 242,076 คัน เพิ่มขึ้น 63.85% จากปีก่อน

– ประเภท HEV มีจดทะเบียนใหม่มีจำนวน 13,545 คัน ลดลง 4.23% จากเดือน ม.ค. 67 และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 68 มีจดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 482,899 คัน เพิ่มขึ้น 35.02% จากปีก่อน

– ประเภท PHEV มีจดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,074 คัน ลดลง 14.26% จากเดือน ม.ค. 67 และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 68 มีจดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 64,246 คัน เพิ่มขึ้น 17.01% จากระยะเดียวกันของปีก่อน

การถดถอยของตลาดรถยนต์ไทยเป็นข่าวร้ายสำหรับวงการ โดยเฉพาะข่าวของตลาดส่งออกรถยนต์ที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งสวนทางกับการส่งออกสินค้าอื่น ๆ สะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไทยที่เคยเป็นหัวหอกสำคัญของการส่งออก

ถึงแม้ว่าข้อมูลระยะสั้นจะเป็นไปในทางลบเพราะอาจจะมีปัญหาทางเทคนิค แต่อาจจะเติบโตเป็นปกติได้ในระยะยาวซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะถดถอยจริงหรือไม่

วิษณุ โชลิตกุล

Back to top button