
อย่าขี้จุ๊!
นับตั้งแต่เพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล และกุมบังเหียนเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด “โมนิก้า” ก็เอาใจช่วยรัฐบาลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
นับตั้งแต่เพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล และกุมบังเหียนเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด “โมนิก้า” ก็เอาใจช่วยรัฐบาลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะต้องการให้พรรคสีแดงได้โชว์ฝีมืออันฉกาจฉกรรจ์ให้เห็นกันถ้วนหน้า แต่อีฉันรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมีอะไรออกมาจากกระบอกไม้ไผ่เสียที จึงเริ่มหมดความอดทนกับคนที่เป็นผู้นำประเทศ เพราะได้แสดงให้เห็นความไม่ประสีประสาอะไรเลยนะพ่อคุณ..แม่คุณ!
งานนี้ไล่เรียงตั้งแต่ “ขุนคลัง” จนไปถึงเจ้ากระทรวงพาณิชย์ที่ผู้คนให้ฉายารัฐมนตรีโลกลืม ก็ไม่มีผลงานอะไรออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งทำให้ผู้คนนินทาสนุกปากว่า ทำพรือ! และเรื่องนี้ก็ถูกตอกย้ำด้วยแรงขายที่สาดหุ้นไทยไม่หยุดหย่อน (กองทุน ต่างชาติ ขายยับ) จนดัชนีร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 1,206.39 จุด ลบไป 29.46 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.01 หมื่นล้านบาท แต่คุณพี่ก็ยังมีหน้ามาบอกให้ทุกคนเชื่อว่า ดัชนีไม่หลุด 1,200 จุดหรอกจ้า!
ที่น่าสนใจคือ โทรโข่งรัฐบาลออกมาพ่นน้ำลายเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังดันจีดีพีไตรมาส 1 โต 3.2% แบบนี้ “โมนิก้า” อยากรู้จริง ๆ มันจะเอาอะไรมากระตุ้น เพราะสิ่งที่เห็นก็คือ ท่องเที่ยวชะลอตัว เพราะจีนเปลี่ยนไปเที่ยวญี่ปุ่นแทน ส่วนธุรกิจค้าขายก็โดนสินค้าจีนตีสินค้าไทยยับเยิน หรือแม้กระทั่งธุรกิจยุคใหม่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมประเทศไทย ก็ไม่มีใครคิดจะเข้ามาลงทุนแบบเต็มตัว..ชาวหุ้นเขาเลยเม้าท์ให้แซ่ดว่า อย่าฝอยนะตัวเอง
ประกอบกับคุณ ๆ ท่าน ๆ ยังไม่ได้อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดจากสงครามการค้าที่งวดเข้ามาทุกที และจนป่านนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนว่า ไทยโดนหนักไหม? ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้นักลงทุนไม่สบายใจอย่างแรง และเจ้าของกิจการก็ยังรู้สึกมึนตึ้บอยู่เลย และเมื่อนำประเด็นดังกล่าวมาผนวกรวมกับฤดูขึ้น XD จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยเละเป็นโจ๊กเหมือนกับที่เห็นวานนี้แหละค่ะ
ขนาดหุ้นไซด์กลางที่เต็มไปด้วยนักลงทุนวีไอคับคั่งอย่าง KAMART ยังถูกรินขายตั้งแต่เช้าจรดเย็น พร้อมกับยืนปิดที่ระดับ 8.90 บาท ลบไป 1.20 บาท หรือลงไป 11.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 163 ล้านบาท น่าจะเป็นภาพที่ฟ้องให้รู้ว่า นักเล่นถอดใจกันเป็นแถว เพราะเมื่อลงในรายละเอียดของกำไรปี 67 ที่ยังโต ก็ไม่มีเหตุผลไหนที่ทำให้ขาประจำพากันเปิดตูดหนี ยกเว้นเรื่องเดียวคือ ไม่มั่นใจกำไรไตรมาส 1 จะออกมาดีน่ะซี
เช่นเดียวกับอาการที่เกิดขึ้นกับหุ้น ICHI ก็มีลักษณะคล้ายกันกับรายข้างต้นที่เล่าให้ฟัง “โมนิก้า” จึงไม่ต้องอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นลงมากองยู่ที่ 12.40 บาท ลบไป 1.10 บาท หรือลงไป 8.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 264 ล้านบาท ให้เสียเวลา เพราะแค่มองในมุมของการเทรดบน PE 12 เท่า พ่วงด้วยอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ระดับ 5% ก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจแบบนี้..เดี๊ยนฟันธงว่า เขากลัวกำไรไตรมาส 1 จะออกมาไม่ดีเหมือนไตรมาส 4 ปี 67 น่ะซี
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น BCPG เป็นรายถัดมา เพราะเมื่อดูจากกำไรปี 67 โตดีมาก แต่กลับโดนเทขายทิ้งแบบไม่มีเยื่อใย จนราคาหุ้นลงมากองอยู่ที่ 5.95 บาท ลบไป 0.80 บาท หรือลงไป 11.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 150 ล้านบาท เดี๊ยนมองเป็นเรื่องที่ไม่เมคเซ้นส์เอาเสียเลย และก็ทำได้แค่เพียงบอกให้แฟนคลับที่มีเงินเย็นหาจังหวะลงทุน ซึ่งเป็นผลมาจาก PE 11 เท่า และยีลด์ 5% เจ้าค่ะ
เรื่องข้างต้นทำให้เดี๊ยนต้องเอ่ยถึงหุ้น BAM ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้คิดว่า งบปี 67 จะไม่โต..แต่สุดท้ายกำไรก็โตขึ้นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ “โมนิก้า” ต้องขอถอนคำพูดที่เคยมองหุ้นตัวนี้ไม่เจ๋ง และหันมาสนับสนุนให้นักลงทุนเข้ามาเล่นใหม่ แต่เมื่อเหลือบดูแรงขายที่ถล่มใส่หุ้น จนลงมากองอยู่ที่ 6 บาท ลบไป 0.45 บาท หรือลงไป 7% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 366 ล้านบาท ใครจะกล้าเข้ามาซื้อหุ้นล่ะคะ
ตบท้ายที่เรื่องตลกหกเก้าของ WHA กันสักหน่อย เพราะมีการ่อนจดหมายชี้แจงให้ทุกคนรู้ว่า กำไรโต! พร้อมกับย้ำว่าเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ แต่ที่คนเล่นหุ้นเขามองกันคือ บรรทัดสุดท้ายที่เขาเรียกกันว่า “กำไรสุทธิ” (มันไม่โต) จึงกลายเป็นประเด็นที่ชาวหุ้นหัวเราะคิกคัก เพราะไม่เคยคิดกันมาก่อนว่า บริษัทใหญ่โตจะทำเรื่องขี้ปะติ๋วให้เป็นเรื่องใหญ่..อิอิอิ
โมนิก้า: และทีมงาน