
พาราสาวะถี
ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยสำหรับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำทีมยื่นต่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยสำหรับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำทีมยื่นต่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (27 กุมภาพันธ์) เป็นไปตามข่าวที่เกิดขึ้นหนึ่งวันก่อนยื่น ล็อกเป้าซักฟอก แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ผู้นำฝ่ายค้านอ้างว่าวางไว้คนเดียวตั้งแต่แรก ไม่เกี่ยวกับ “ข้อสอบรั่ว” จึงยกเลิกอภิปราย 10 รัฐมนตรี ของพรรค์นี้รู้กันอยู่แล้วเมื่อเข้าสู่โหมดแบบนี้ จะมีการวิ่งเต้นยื่นหมูยื่นแมวกันอุตลุด นักล้วงข้อมูลขายทั้งหลายชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่มีเกลือเป็นหนอนตามข้อกล่าวหา หมายความว่า งานนี้เจตนาที่จะล็อกเป้าจับเอานายกฯ หญิงมาขึงพืด โยนข้อหาให้มาตอบในสภาอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เหมือนการไม่ยอมมาตอบกระทู้ของพรรคฝ่ายค้าน และเพิ่งโผล่เข้าสภาเอาวันที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก และอาจจะมองว่าพรรษาทางการเมืองของแพทองธารยังไม่แกร่งกล้า ดังนั้น อาจจะมีบางประเด็นที่ทำให้เกิดการสะดุด จนทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลง และส่งผลกับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลด้วย
แต่การอภิปรายในลักษณะเช่นนี้ จะต้องชี้ให้เห็นและคนเชื่อได้ว่า นายกฯ มีความผิดชัดแจ้งขนาดไหน จนถึงขั้นที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะด้วยการลาออกหรือยุบสภาก็ตาม หากเป็นการกล่าวหาไปถึงแต่ละกระทรวง ย่อมจะเกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่ยื่นซักฟอกรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงนั้น ๆ ถ้าพบการทุจริต หรือบริหารงานบกพร่องจริง แพทองธารไม่น่าจะอยู่ในข่ายที่ต้องร่วมรับผิดชอบ มากไปกว่านั้น การจองกฐินแบบนี้พรรคฝ่ายค้านอื่นจะมีช่องร่วมแจมด้วยหรือไม่
คงไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจสำหรับอุ๊งอิ๊ง เพราะขนาดข้อมูล 10 รัฐมนตรียังรั่วได้ ประเด็นที่จะอภิปรายนายกฯ คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงของฝ่ายจัดเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงตอบโต้ รู้ช่องทางกันอยู่แล้วว่าจะเดินด้วยวิธีไหน ประเภทไก่เห็นตีนงูขึ้นอยู่กับว่าจะใช้บริการใคร และคนที่จัดหาข่าวพร้อมข้อมูลมานำเสนอนั้นของจริงหรือไม่ ฝ่ายกุมอำนาจรัฐยังไงก็ได้เปรียบ เพราะมีทั้งกระสุนที่พร้อมสาดไม่อั้น รวมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนด้านอื่นที่ต้องการหากไม่มากเรียกร้องจนเกินงาม
ถือเป็นช่วงกอบโกยของเหล่านักค้าข้อมูล อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมว่าเป็นธรรมดาอีกเช่นเดียวกัน ที่ก่อนจะมีการยื่นญัตติ ไปจนถึงวันที่จะมีการซักฟอก จะมีการเร้าความสนใจ สร้างกระแสเพื่อให้คนติดตาม ส่วนใหญ่ถ้าโหมโรงกันตั้งแต่ไก่โห่ พอถึงเวลาจริงมักจะไม่ค่อยเป็นไปตามที่โพนทะนากันไว้เท่าไหร่ เอาใจช่วยพรรคแกนนำฝ่ายค้านให้มีทีเด็ด สร้างแรงกระเพื่อมให้รัฐบาลได้ ส่วนผู้ร่วมขบวนค้านอย่างคนบ้านในป่าที่ประกาศขอจองซักฟอกปมสนามกอล์ฟอัลไพน์นั้น มองเป็นสีสันมากกว่าจะเกิดขึ้นจริง ตั้งแต่เป็น สส.มาเข้าสภานับครั้งได้ จะบอกว่าใช้ใจบันดาลแรงอีกเฮือกก็ไม่น่าจะไหว
ฟากพรรคร่วมรัฐบาลหลังวงดินเนอร์ ดูเหมือนจะหวานเว่อร์ในเดือนแห่งความรักกันเลยทีเดียว ที่ดูดี๊ด๊าเป็นพิเศษหนีไม่พ้น อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะเจ้าภาพจัดงานนั่นประการหนึ่ง ที่ทำให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยิ้มได้ตลอดเวลา คงเป็นท่าทีของนายกฯ หญิงที่ชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะกับการบอกข่าวดีกับเสี่ยหนูพรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งคนลงสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ จากกรณีที่ สุวรรณา กุมภิโร สส.ของพรรคสีน้ำเงินถูกศาลฎีกาพิพากษาสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
กรณีนี้เสี่ยหนูถึงขั้นบอกว่า “ผมรักนายกฯ ที่สุด” พร้อมบอกด้วยว่าไม่มีข้อห้ามใด ๆ ในการที่พรรคร่วมรัฐบาลจะส่งคนชิงเก้าอี้ด้วย แต่ต้องกราบขอบพระคุณแพทองธารที่บอกกับตนว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัคร เพื่อรักษาสปิริต ตนต้องกราบแล้วกราบอีก เพราะนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อหัวหน้าพรรคคุยกับหัวหน้าพรรคจะได้ความชัดเจน ได้ความเกรงใจเคารพกันเกิดขึ้น นี่ไงเหตุผลที่ทำให้หัวหน้าพรรคสีน้ำเงินยืนยันทุกครั้งที่ถูกถามถึงการทำงานในรัฐบาล ตนฟังแต่นายกฯ คนเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามที่นักข่าวถามเสี่ยหนูต่อว่ารักนายกฯ แล้วรักพ่อนายกฯ ด้วยหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ “ทั้งรักทั้งกลัว” ถ้าไม่ใช่การหยอดคำหวานเพื่อเอาใจ อาจจะหมายความตามนั้น แต่ความเป็นจริงในทางการเมืองก็รู้กันดีอยู่ว่า ภายใต้รัฐบาลผสมนั้น พรรคใดที่สร้างแรงกดดันให้กับพรรคเพื่อไทยได้ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้ต้องเดินจับมือกัน เข้าทำนองแยกกันเราตาย จึงทำให้ทุกความเห็นต่างที่ถูกมองเป็นความขัดแย้งต้องมีการนัดหารือนอกรอบและลับกันบ่อยครั้ง
ปมฮั้วเลือก สว.ที่คณะกรรมการคดีพิเศษประชุมถกกันไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นอีกเรื่องที่เห็นการชิงไหวชิงพริบกันอย่างไม่ลดละ สุดท้ายแม้จะไม่สามารถนำไปสู่การรับเป็นคดีพิเศษให้ดีเอสไอดูแลในส่วนคดีอาญาหรือข้อกล่าวหาอั้งยี่ ซ่องโจรได้ อย่างน้อยก็ทำให้นายใหญ่และคนของพรรคแกนนำรัฐบาลได้รับรู้ว่า ท่าทีของแต่ละคนที่เป็นกรรมการคดีพิเศษนั้นเป็นอย่างไร ใครพวกไหน เช่นเดียวกับการได้เห็นไส้ รู้เช่นเห็นชาติทั้ง สว.สายสีน้ำเงิน และองค์กรตรวจสอบอย่าง กกต.ด้วย
ไม่เป็นการเสียเวลา หรือสูญเปล่า เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าจะต้องทำให้ได้ แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนพวกที่จ้องจะกดดันเพราะคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า ให้เกิดความเกรงอกเกรงใจกันบ้าง อีกด้านยังทำให้เห็นเครือข่ายของขบวนการสืบทอดอำนาจ หรือฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มีอำนาจ บารมีเหมือนในยุคเผด็จการเรืองอำนาจเท่านั้น การเปิดเกมไว้แบบนี้ ท้ายที่สุดแม้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษนัดประชุมใหม่ 6 มีนาคม จะยังไม่ได้ข้อสรุป แรงกดดันต่าง ๆ ก็จะกลับไปยัง กกต.ในฐานะผู้มีอำนาจโดยตรง
แต่คงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกรู้สาอะไร เหมือนที่ อังคณา นีละไพจิตร สว.ที่ถูกร้องเรื่องคุณสมบัติการทำงานภาคประชาสังคมไม่ถึง 10 ปี กกต.ใช้เวลาร่วม 7 เดือนกว่าจะเรียกมาสืบสวนไต่สวนข้อเท็จจริง ทั้งที่ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน ดังนั้น เรื่องฮั้วเลือก สว.ที่มีความซับซ้อนมากกว่าหลายเท่าตัว ลองคิดดูว่าจะใช้เวลานานขนาดไหน คงใช้วิธีตีกรรเชียงกันไปเรื่อย ๆ และไม่อินังขังขอบด้วยว่าถ้ามีการฮั้วจริงถือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย
อรชุน