
วอลุ่มหาย เกิดอะไรขึ้น?
มูลค่าการซื้อขายหรือ “วอลุ่ม” เทรดหุ้นไทยช่วง 3 วันที่ผ่านมา เฉลี่ยต่อวันไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 มี.ค. เทรดกันเพียง 23,373 ล้านบาท
มูลค่าการซื้อขายหรือ “วอลุ่ม” เทรดหุ้นไทยช่วง 3 วันที่ผ่านมา เฉลี่ยต่อวันไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท
เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 มี.ค. เทรดกันเพียง 23,373 ล้านบาท
วันอังคารที่ 25 มี.ค. ยอดเทรดเพิ่มขึ้นมาบ้างที่ 30,766 ล้านบาท
แต่วานนี้ พุธที่ 26 มี.ค. กลับลงมาเหลือ 26,578 ล้านบาท
หากจะถามว่า วอลุ่มที่ร่วงลงมาเหลือเพียงกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในช่วงปีไหน
คำตอบ คือ เป็นช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์โควิด-19 โน่นเลย (4 เม.ย. 2019 วอลุ่ม 26,998 ล้านบาท) ทว่าหลังจากนั้น วอลุ่มเริ่มกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และขึ้นมาเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท
เมื่อเข้าไปดูข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม
ทั้งนักลงทุนสถาบัน ต่างชาติ พอร์ตโบรกเกอร์ และรายย่อย ต่างซื้อขายกันลดลงทั้งหมด
วอลุ่มที่หดลงมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นหรือมาจากกลุ่มนักลงทุนกลุ่มใดเป็นหลัก
มีการวิเคราะห์กันไปว่า วอลุ่มที่หายน่าจะเกิดจากนักลงทุนรอดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือไม่
ซึ่งประเด็นนี้ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะวานนี้โหวตกันออกมาแล้ว นายกฯ “ผ่านฉลุย” แต่มูลค่าการซื้อขายยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นสองวันที่ผ่าน
หรือนักลงทุนจะเฝ้ารอวันที่ 2 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์
ล่าสุด มีข่าวว่าทรัมป์ อาจพิจารณา “ลดหย่อนภาษีตอบโต้” ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มหลัก ๆ ของตลาดหุ้นนิวยอร์ก เด้งขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นเอเชีย
พิจารณาดูแล้ว จากสองปัจจัยนี้จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับที่วอลุ่มหดสักเท่าไหร่
ส่วนของไทยแม้ว่าจะบวกขึ้นมาได้วานนี้ 5.43 จุด ปิด 1,190 จุด
แต่หุ้นที่บวกโดยที่ไม่ได้มีวอลุ่มตามมานั้น ถูกจัดว่า เป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
เพราะดัชนีที่ปรับขึ้นมาท่ามกลางวอลุ่มหดตัว อาจไม่ได้สะท้อนเรื่องปัจจัยบวก หรือ Fundamental ที่อาจจะปรับดีขึ้น หรืออะไรต่าง ๆ
อาจจะเกิดจากรายใหญ่เข้ามา “เหมาช่อง” ในหุ้นบิ๊กแคปนั่นแหละ
เช่นวานนี้ DELTA บวกขึ้นมาได้ 5.00% มีผลต่อดัชนี (บวก) ประมาณ 3.5 จุด ผสมกับแรงเก็งกำไรจากหุ้น HMPRO ที่ทุ่มกว่า 7 พันล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืน
ทั้งสองหุ้นจึงมีส่วนต่อการดันดัชนีวานนี้ 4.3 จุด (จากดัชนีบวก 5.43 จุด)
หากสถานการณ์ที่วอลุ่มหายด้วยเหตุนี้ นั่นหมายความว่า ดัชนีที่วิ่งขึ้นมา อาจเพื่อปรับลงต่อ
ส่วนอีกนัยฯ หนึ่งของการที่หุ้นบวก แต่วอลุ่มหดหาย อาจมาจาก “รายใหญ่” ทยอยสะสมหุ้นไปเรื่อย ๆ แล้วพอได้จังหวะ จะลาก (กราฟเป็นแท่งยาว ๆ ในหุ้นเป้าหมาย) จนมี “นกบินมาเกาะ” (รายย่อยเข้ามารุมซื้อ) เจ้ามือจะเทขายออกมาทันที
แต่หากวอลุ่มที่ลดลงไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่เขียนมาทั้งหมดนี้
เป็นไปได้ว่า (และน่าจะใช่มากที่สุด) มาจากสภาพตลาดที่ “ซึม” ดัชนีไม่ไปไหน เคลื่อนไหวในกรอบแคบ
จึงได้แต่ถือเงินสดเฝ้ารอปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน และเมื่อมีความชัดเจน หรือใกล้เห็นความชัดเจน จึงจะโถมเข้ามาตลาดหุ้นกันอีกครั้ง
แต่ปัจจัยบวกเหล่านี้ ต้องมาพร้อมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยว่า การขึ้นรอบใหม่ด้วยปัจจัยบวกที่เข้ามา จะต้องดันดัชนีระยะยาวได้
ไม่อย่างนั้น ก็จะเล่นกันแบบตีหัวเข้าบ้าน กองโจร หรือเทรดดิ้งช่วงสั้น ได้ส่วนต่างบวก 2-3 ช่อง ก็ปล่อยของกันล่ะ
หากหุ้นไทยยังเผชิญกับปัญหาวอลุ่มหายไปแบบนี้เรื่อย ๆ
ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงจริง ๆ
ธนะชัย ณ นคร