
รายย่อยแบกหลังแอ่น
หุ้นไทยวานนี้ถือว่าร่วงน้อยกว่าคาดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ดัชนีลงมาปิด 1,158 จุด ลดลง 17.36 จุด มูลค่าการซื้อขาย 40,260 ล้านบาท
หุ้นไทยวานนี้ถือว่าร่วงน้อยกว่าคาดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ดัชนีลงมาปิด 1,158 จุด ลดลง 17.36 จุด เปลี่ยนแปลง -1.48% มูลค่าการซื้อขาย 40,260 ล้านบาท
ก่อนหน้าที่จะเปิดตลาดในช่วงเช้า
ต่างมีการตั้งคำถามกันว่า หุ้นไทยอาจจะถูก “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) หรือดัชนีลงมาติดลบ 8%
ทว่า กลับไม่ได้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น
กลุ่มนักลงทุนที่ขายออกมา น่าจะ “ปรับพอร์ตไปตามสถานการณ์” ไม่ได้ถึงกับระห่ำขายอะไรแบบนั้น
วานนี้ดัชนีลงไปลึกสุด 1,155.05 จุด (-20.401 จุด) เปลี่ยนแปลง -1.73%
ส่วนดัชนีสูงสุดของวัน อยู่ที่ 1,169.09 จุด (- 6.36 จุด)
กลุ่มหุ้นที่ถูกขายออกมาตามคาด คือ อสังหาริมทรัพย์ เช่น AP ORI SIRI NOBLE ANAN PF LPN ซึ่งส่วนใหญ่จะมีโครงการที่พักอาศัยแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) ค่อนข้างมาก
ส่วน LH QH ที่มีสัดส่วนแนวดิ่งไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นแนวราบ (บ้านจัดสรร) ราคาหุ้นลงเล็กน้อย
นักลงทุนต่างกังวลเกี่ยวกับยอดขายที่อยู่ระหว่างการขาย และจะเปิดขายในช่วงถัดไปนั่นแหละ เพราะหวั่นว่าแรงซื้ออาจไม่ได้ตามที่ตั้งเป้ากันไว้
และอาจจะส่งผลมายังสภาพคล่อง การจ่ายคืนเงินกู้ และสถาบันการเงิน
ความกังวล ความเชื่อมั่น ตรงนี้คงจะใช้เวลาเพื่อการฟื้นฟูพอสมควร
และต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่จะเข้าไปดูแลโครงการที่ตนเองเคยไปแล้วมากน้อยแค่ไหน เช่น การตรวจสอบอาคาร และการให้บริการต่าง ๆ
ที่สำคัญคือ ความแข็งแรงของโครงการ
เพราะคนซื้อคอนโดฯ เอง คงต้องมีการตั้งคำถามกันพอสมควร
หุ้นอีกกลุ่มที่ลงมาคือ กลุ่มธนาคาร เพราะต้องจับตาทั้งวงเงินสินเชื่อที่ให้กับผู้ประกอบการอสังหาฯ และรวมถึงผู้ขอสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดฯ ด้วยว่า จะเป็นเอ็นพีแอลไหม หากเกิดปัญหาขึ้นมา
แน่นอนว่า แบงก์อาจจะต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกแน่ ๆ
แบงก์ที่มีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อด้านอสังหาฯ จำนวนมาก จึงถูก “ปรับพอร์ต” ขายเพื่อลดความเสี่ยง
แต่จะว่าไปแล้วหุ้นแบงก์ที่ปรับลงไม่อยากจะเรียกว่า “ร่วง” และเป็นลักษณะของการ “ย่อ” มากกว่า เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ลงมาอยู่ระหว่าง 1.5–2.0%
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า ในช่วงเดือนเม.ย.นี้ หุ้นแบงก์จะขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายเงินปันผล
และส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลค่อนข้างสูง 5-8%
จึงทำให้มีแรงเข้ามารับ หากราคาลงมาบริเวณแนวรับ
หุ้นอีกกลุ่มที่ลงมาแรงคือ ไฟแนนซ์ เช่น MTC SAWAD และ TIDLOR ที่ร่วงลงมาระหว่าง 5-7% ซึ่งนักลงทุนคงกังวลเกี่ยวกับความสามารถการจ่ายคืนหนี้ เช่นกัน
ว่าไปแล้ว กลุ่มไฟแนนซ์ที่ว่ามานี้ ฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือนอกกรุงเทพฯ
และเป็นกลุ่มที่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากนัก
หากฝุ่นหายตลบ เกิดความชัดเจนด้านความเสียหาย มีความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดแรงซื้อกลับในกลุ่มหุ้นที่ถูกขายเพราะการแพนิก
การขายหุ้นออกมาวานนี้ จนกดดัชนีร่วง มีประเด็นที่น่าสนใจคือ นักลงทุนรายย่อย หรือ “เม่า” เป็นกลุ่มนักลงทุนกลุ่มเดียวที่ยังคง “ซื้อสุทธิ”
เพราะนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ -1,436.73 ล้านบาท (จากต้นปี 2568 ขายรวม -5,155 ล้านบาท)
บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ -1,275.85 ล้านบาท (จากต้นปี 2568 ขายรวม -10,026 ล้านบาท)
นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ -1,487.41 (จากต้นปี 2568 ขายรวม -39,867 ล้านบาท)
นักลงทุนในประเทศ หรือรายย่อย ซื้อสุทธิ 4,199.99 ล้านบาท
การซื้อขายรายย่อยวานนี้อีกกว่า 4 พันล้านบาทนั้น
ทำให้จากต้นปี 2568 รายย่อยซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วรวม 55,049 ล้านบาท หรือเป็นกลุ่มนักลงทุน ที่ทำหน้าที่ “แบก” หุ้นไทยมาตลอด
แบกจนหลังแอ่น
ธนะชัย ณ นคร