
พาราสาวะถี
จากผู้ที่คอยตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน วันนี้กำลังถูกกังขาจากสังคมอย่างหนักหลังตึก สตง.แห่งใหม่ถล่ม
จากผู้ที่คอยตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน วันนี้กำลังถูกกังขาจากสังคมอย่างหนักหลังตึก สตง.แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เข้าใจได้ว่าต้องการปลุกขวัญและกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ข้อความจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินถึงพนักงาน ผ่านไลน์เป็นการภายใน ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความกดดันที่ถาโถม ซึ่งไม่แปลกกับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ คำถามที่ตามมาคือ ใช่จังหวะเวลาที่จะสื่อสารกันแบบนี้หรือไม่
มีหลายข้อความที่สื่อไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์นี้นอกจากทำให้ความฝันของเราในการมีบ้านหลังใหม่ ที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน พังลงต่อหน้าต่อตาแล้ว ยังส่งผลถึงความน่าเชื่อถือ ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิที่ร่วมกันสั่งสมกันมา กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เราจะอดทน อดกลั้น หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการตอบโต้กับผู้ที่มีความเห็นในเชิงลบ คิดซะว่าเป็นเรื่องปกติของหน่วยงานสาธารณะอย่างเรา หากอยู่นิ่ง ๆ รอให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านกระบวนการพิสูจน์ เหมือนที่องค์กรของตัวเองตรวจสอบหน่วยงานอื่น ๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหา
เหมือนกับที่ อังคณา นีละไพจิตร สว.ตั้งข้อสงสัยและภาวนาว่าขอให้ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงรับวันโกหก หรือ April Fools’ Day เท่านั้น แต่คงไม่ใช่ การแสดงออกในลักษณะนี้เปรียบดังคนเห็นแก่ตัว มองไม่เห็นหัวความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสีย ที่เวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของผู้สูญหายอีกหลายสิบชีวิต ยิ่งการบอกว่าถูกทำลายฝันของ สตง.ที่จะมีบ้านหลังใหม่ คงเทียบไม่ได้กับความบีบคั้นหัวใจของครอบครัวที่ความหวังในการค้นหาคนรักกำลังเลือนลงทุกชั่วโมง ทุกวินาที
ไม่แน่ใจว่าวัฒนธรรมองค์กรแห่งนี้ถูกสร้างกันมาอย่างไร ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ สตง.ควรคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น และคิดถึงตัวเองให้น้อยลง ควรออกมาชี้แจงทุกเรื่องที่สังคมสงสัย ยอมรับความจริงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายด้วยความถ่อมตน ควรระลึกว่าเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีสามารถสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตของคนที่สูญหาย และชีวิตของคนอีกมากมายที่ต้องเผชิญกับความเศร้าโศก และความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ไม่อาจที่จะฟื้นคืนได้
แน่นอนเหตุที่เกิด ไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องมีสติ ยิ่งอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย เกิดเครื่องหมายคำถามมหาศาล ทั้งที่เป็นหน่วยงานซึ่งตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน คุมเข้มกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้างขององค์กรชนิดเศษสลึงยังไม่ให้กระเด็น ทว่ากับตึกมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทของตัวเอง ทำไมจึงถล่มไม่เป็นชิ้นดีแบบนี้ ความกังขาของประชาชนอาจเจือจานไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ห้ามกันไม่ได้
ถ้ามีสติมากพอ เวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่จะสื่อสารทั้งกับคนในองค์กร หรือแม้แต่กับสังคมภายนอก รอให้ทุกอย่างผ่านการตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน เชื่อได้ว่าฝ่ายที่เข้าไปดำเนินการไม่มีใครใช้อคติ หรือการกล่าวหาแบบลอย ๆ ได้แน่นอน ทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ทั้งหมดสามารถยืนยันด้วยหลักฐาน การพิสูจน์ที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบ และเกิดการยอมรับร่วมกันได้ การดิ้นไม่ถูกจังหวะยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจมากเข้าไปอีก
ขณะที่การทำงานของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ได้กระทุ้งรัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อให้การหาข้อเท็จจริงอธิบายกับสังคมมีบทสรุปโดยรวดเร็ว คงไม่ใช่วัวหายล้อมคอก เพราะบทเรียนจากเหตุครั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบทุกโครงการที่บริษัทซึ่งรับงานสร้างตึก สตง.ได้รับสัมปทาน โดยจะมีการลงข้อมูลเชิงลึกว่าทำโครงการใดบ้าง เนื่องจากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก
เป้าหมายของนายกรัฐมนตรีหญิง ไม่เพียงแต่ต้องการจะรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยให้เวลากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาคำตอบ ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถบอกกับประชาชน และคนจากทั่วโลกว่า “เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย” กรณีนี้มันจะกระทบต่อความมั่นใจในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และพักอาศัยตามโรงแรม หรือที่พักที่เป็นตึกสูง จากแค่ตึกเดียวหากอธิบายไม่ได้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นที่จะส่งผลโดยตรงกับการท่องเที่ยวได้
ความต้องการของแพทองธารคือ นอกจากจะทำความจริงจากการถล่มของตึก สตง.ให้ปรากฏแล้ว ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเชิงรุก เพื่อที่จะช่วยกันการันตีว่า ตึกทุกตึกทั้งประเทศผ่านมาตรฐานตามกฎหมายในการรองรับเหตุแผ่นดินไหวและเรื่องต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะดำเนินการในส่วนที่เรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติเท่านั้น กรณีนี้ต้องยอมรับว่าเป็นบทเรียนที่จะต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น สำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตึก เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
ช่วงจังหวะที่ผู้คนสนใจกับผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว มิติทางการเมืองที่กำลังถูกจับตาคงหนีไม่พ้นกรณีมีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาล เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 เมษายนนี้ ก่อนปิดสมัยประชุมในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีคำอธิบายอย่างไร แพทองธารและคณะ ต้องยอมรับด้วยว่า การเร่งรัดเท่ากับพิรุธ มันจะเร่งด่วนอะไรขนาดนั้น
สิ่งที่จะตามมาคงหนีไม่พ้นบรรดานักเคลื่อนไหวที่ตั้งท่ารอให้มีหัวเชื้อเพื่อการปลุกระดม สร้างกระแส เพราะบางรายถือเป็นช่วงเวลาในการทำมาหากิน อีกด้านต้องไม่ลืมการที่กฎหมายถูกส่งจากรัฐบาลไปอยู่ในมือของสภาฯ ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากอาจไม่มีปัญหาที่จะผ่านความเห็นชอบได้ แต่คำถามตัวโตคือ วุฒิสภาเห็นด้วยและจะยกมือสนับสนุนให้ผ่านฉลุยหรือไม่ ไม่ใช่งานง่าย เรื่องนี้ถ้ามีข้อมูลเชิงลึกไม่ใช่แค่ว่ามีใครไปดีล และได้รับผลประโยชน์มหาศาล จนต้องผลักดันกันสุดลิ่มทิ่มประตู แต่มันมีอะไรที่มากไปกว่านั้น มิเช่นนั้น รัฐบาลพลิกขั้วคงไม่ยอมลุยไฟ
อรชุน