
สังคมข่าวหุ้น
หลัง “ทรัมป์” ประกาศเรื่องภาษีตอบโต้ ส่งผลหุ้นไทยร่วงลง แต่จะว่าไปแล้ว ไม่ถือว่าร่วงมากนัก อาจเพราะก่อนหน้านี้ ดัชนีหุ้นไทยลงมาแล้ว 20-21%
หลัง “ทรัมป์” ประกาศเรื่องภาษีตอบโต้ ส่งผลหุ้นไทยร่วงลง แต่จะว่าไปแล้ว ไม่ถือว่าร่วงมากนัก อาจเพราะก่อนหน้านี้ หรือตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ดัชนีหุ้นไทยลงมาแล้วประมาณ 20-21% ส่งผลให้หุ้นไทยมี P/BV เกือบจะต่ำสุดในโลก และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (เฉลี่ย 4.2%) สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ล่าสุดบรรดานักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนหันมา “ถือเงินสด” และลงทุนหุ้นให้น้อยลง หรือจ้องมองกันไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนการเจรจาทางการค้าของไทยกับสหรัฐฯ ว่าจะออกมาอย่างไร ผลกระทบจากการเจรจาจะไปกระทบหุ้นกลุ่มไหน ตัวไหนบ้าง ส่วนข้อมูลเบื้องต้น กลุ่มกระทบทางตรงจากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น ITC ประมาณ 50% ของยอดขาย และ TU 39% ของยอดขาย สำหรับ TU อาจจะมี location flexibility ได้ เพราะมีโรงงานปลาในกานา ซึ่งโดนภาษี 10% ส่วนกลุ่มรอผลการเจรจา คือ กลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปหมูและไก่ เช่น CPF, BTG, TFG และนาทีนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการภายในประเทศที่จะได้รับผลกระทบนั้น ทางรัฐบาลจะเข้าไปช่วยอุ้มกันอย่างไร
หุ้นกลุ่มธนาคารที่นำโดย KBANK KTB BBL SCB ต่างปรับลงกันยกแผง หลังจากหวั่นกันว่า ผู้ประกอบการส่งออกที่มาขอสินเชื่อจะได้รับผลเชิงลบกับภาษีทรัมป์ รวมถึงผลกระทบด้านดอกเบี้ยนโยบายที่มีความเป็นไปได้สูงว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ จะปรับลดดอกเบี้ยลงมาอีก 0.25% คงเหลือ 1.75% หลังจากมีเรื่องของแผ่นดินไหว และภาษีทรัมป์ น่าจะทำให้จีดีพีหดตัวรุนแรง หรือไม่น่าจะถึง 3% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ แม้ว่าล่าสุด นายกฯ จะบอกว่า ยังคงเป้าตัวเลขจีดีพีตามเดิม
แน่นอนว่า เมื่อดอกเบี้ยเตรียมเข้าสู่ช่วงขาลงอีกระลอก หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ MTC SAWAD NCAP TIDLOR AEONTS KTC วิ่งกันเป็นปลากระดี่ได้น้ำ สวนกับภาพรวมของตลาด เพราะจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการเงินที่ลดลง โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ แต่หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน แนะนำว่า “เล่นสั้น” หรือเก็งกำไรกันดีกว่า ดูแนวรับ แนวต้านกันดี ๆ และอย่าไปซื้อด้านบน เดี๋ยวจะติดดอยหาทางลงกันไม่ถูก เว้นแต่จะพลีชีพกระโดดกันลงมา
กลุ่มสื่อสารน่าจะพอเข้าลงทุนได้ เช่น ADVANC TRUE เพราะรอดจากภาษีสหรัฐฯ
กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังมั่นใจว่า ปี 2568 จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศประมาณ 353,389 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือมีช่วงอัตราการขยายตัวระหว่าง –3.5% ถึง 9.7% ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบในปี 2568 อยู่ที่ 593,634 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อน 1.1% หรือมีช่วงอัตราขยายตัวระหว่าง -1.0% ถึง 5.1% ส่วน ธอส. ยังคงย้ำพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้
สำหรับหุ้นในกลุ่มอสังหาฯ เท่าที่ดูในตอนนี้ เหมือน “แสนสิริ” SIRI เริ่มฟื้นและกลับมายืนได้แล้ว หลังจากเมื่อวันจันทร์ราคารูดลงไปแตะ 1.40 บาท แต่สามารถเด้งขึ้นมาได้ หลังจากนั้นวันที่ 1-2 เม.ย. ปิดในแดนบวก ส่วนวานนี้ระหว่างวันบวกได้นิดหน่อย แต่มาปิดเสมอตัว หรือราคาเดียวกับปิดวันก่อนหน้าที่ 1.46 บาท แนวต้านสำคัญยังอยู่ที่ 1.48 บาท และต้านทางจิตวิทยา คือ 1.50 บาท หากใครจะซื้อถือยาวเพื่อรับเงินปันผลที่ระดับราคา 1.45 บาทลงมา น่าจะพอได้อยู่นะ ซื้อหุ้นแบบถือยาว ต้องซื้อในช่วงที่กำลังเผชิญกับปัจจัยลบแรง ๆ แบบนี้แหละ
คาเฟอีน