ธปท. คุมเข้ม ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ BNPL (Buy Now, Pay Later) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้กลายเป็นดาบสองคมในระบบเศรษฐกิจไทย


การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ BNPL (Buy Now, Pay Later) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้กลายเป็นดาบสองคมในระบบเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่อีกด้านหนึ่งกลับแฝงไปด้วยความเสี่ยง ในการสร้างพฤติกรรม “หนี้งอก” แบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่นทางการเงินต่ำ..

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนภาพชัดเจนว่าบัญชี BNPL พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 10 เท่าภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

การเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นำมาสู่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ ธปท. ในการออกกรอบเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อ BNPL อย่างเป็นรูปธรรม 

ร่างหลักเกณฑ์ใหม่ของธปท.ถูกออกแบบมา ภายใต้หลักการกำกับดูแลที่เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องยื่นขอใบอนุญาตเฉพาะสำหรับธุรกิจ BNPL ภายในเวลา 3 เดือน พร้อมทั้งต้องเข้าเป็นสมาชิกและนำส่งข้อมูลเครดิตให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างความโปร่งใส และสร้างกลไกตรวจสอบภาระหนี้รวมของผู้บริโภค

นอกจากนี้เกณฑ์ดังกล่าว ยังกำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อปิดช่องโหว่การสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ด้วยการจำกัดอายุผู้กู้ต้องไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนหรือนักเรียนนักศึกษาตกเป็นเหยื่อของการบริโภคนิยม กำหนดวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย และระยะเวลาผ่อนชำระแต่ละรายการไม่เกิน 6 เดือน

มิติที่สร้างความฮือฮาและแรงกระทบสูงสุดต่อผู้ประกอบการ คือ การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับและค่าธรรมเนียม ที่ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี (Effective Rate) ที่นับเป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่อยู่ที่ 23-24%

รวมถึงการสั่งห้ามเปลี่ยนวงเงิน BNPL เป็นเงินสด หรือ นำสินเชื่ออื่นมาผ่อนชำระหนี้ BNPL ซ้ำซ้อน มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นสกัดกั้นการใช้สินเชื่อผิดวัตถุประสงค์และการก่อหนี้หมุนเวียนที่ยากจะเยียวยา อย่างไรก็ดีมุมมองจากภาค เอกชนและสถาบันการเงินชั้นนำต่างสะท้อนทั้งข้อดีและข้อกังวลที่น่าสนใจ ภาคธนาคารอย่างทีทีบีมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคุ้มครองเยาวชนและสร้างวินัยทางการเงิน แต่เสนอแนะเพิ่มเติมว่าควรเพิ่มการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการก่อหนี้ได้ง่าย

พร้อมเสนอให้พิจารณากำหนดวงเงินขั้นต่ำของการผ่อน เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมผ่อนสินค้ามูลค่าเล็กน้อย เช่น ชาไข่มุกเพียงแก้วเดียว

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในฝั่งผู้ให้บริการเพดานดอกเบี้ย 15% อาจบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับโมเดลธุรกิจ และคัดกรองลูกหนี้อย่างเข้มงวดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) และต้นทุนทางการเงินยังคงอยู่ในระดับสูง 

ผลกระทบสะท้อนกลับอาจตกอยู่กับกลุ่มผู้บริโภค ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีประวัติทางการเงินจำกัด ที่อาจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น

กระนั้นก็ตามการควบคุม BNPL ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการจัดระเบียบสินเชื่อดิจิทัล เพื่อถ่วงน้ำหนักระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ การปรับตัวของผู้ประกอบการและการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินของผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าสินเชื่อ BNPL จะยังเป็นเครื่องมือเติมเต็มความต้องการหรือกลายเป็นกับดักหนี้และระเบิดเวลาในอนาคต

Back to top button