YLG ชี้ครึ่งปีหลัง “ราคาทอง” ขาขึ้น ทดสอบเป้า 2,500 ดอลลาร์/ออนซ์

YLG ชี้ราคาทองครึ่งปีหลังยังเป็น “ขาขึ้น” รับไฮซีซั่น-ช่วงเทศกาลปีให้ของขวัญ พ่วง 4 ปัจจัยบวกหนุน ลุ้นทดสอบเป้า 2,500 ดอลลาร์/ออนซ์


นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำในครึ่งปีแรกนับจากต้นปีถึงวันที่ 27 มิ.ย. 67 ณ เวลา 12.00 น. ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 11.5% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ส่วนราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ ปรับตัวขึ้นมามากถึง 19.6% YTD โดยราคาทองคำต่างประเทศได้ทำจุดสูงสุดที่ 2,450 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์

แม้ว่าในเดือน มิ.ย. ราคาทองคำจะเริ่มแกว่งตัวปรับฐานลงมาบ้าง แต่ยังถือว่าเคลื่อนไหวอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างสูงและคาดครึ่งปีหลังแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะยังคงรักษาทิศทางการเคลื่อนไหวในแดนบวกได้ต่อเนื่อง โดยมาจากปัจจัยบวกดังนี้

1.ปัจจัยด้านแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลบวกต่อราคาทองคำมาตั้งแต่ต้นปี ถึงแม้ว่าเฟดจะเลื่อนการปรับลดดอกเบี้ยออกไป แต่หากครึ่งปีลดดอกเบี้ยได้จริง 25 bps จำนวน 1 ครั้ง สอดคล้องกับที่ส่งสัญญาณใน Dot Plot จะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อทองคำ และหากลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งตามที่เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนหนึ่งให้ความเห็น ก็จะทำให้ทองคำได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

2.ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ถึงแม้ประเด็นนี้จะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกในปีนี้ก็ยังมีความยืดเยื้อ ทั้งจากโซนตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุดกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ได้ตอบโต้ใส่อิสราเอล, รัสเซีย-ยูเครน รวมถึงเกาหลีเหนือที่ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ทำสนธิสัญญากับ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เป็นข้อตกลงทางทหารเพื่อปกป้องหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งสหรัฐ ภาพดังกล่าวทำให้ทองคำจะยังได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยต่อในครึ่งปีหลัง

3.ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองคำต่อเนื่อง แม้ในช่วงเดือนมิ.ย. จะมีข่าวธนาคารกลางจีนได้หยุดซื้อทองคำหลังจากที่ทำการซื้อต่อเนื่อง 18 เดือน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้อาจจะเกิดขึ้นแค่ระยะสั้น เนื่องจากธนาคารกลางจีนเพียงแค่ชะลอการเข้าซื้อในช่วงราคา All Time High แต่ไม่มีการเทขายออกมา ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อไปตามแผนกลยุทธ์ในระยะยาว เพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแส De-Dollarization ปัจจัยนี้จึงจะยังคงส่งผลดีต่อทองคำในระยะยาว

4.ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงทองคำง่ายขึ้น การพัฒนาของโลกดิจิทัล ส่งผลให้ทองคำสามารถซื้อขายแบบออนไลน์ในปริมาณหน่วยที่เล็กลง เช่น การซื้อทองคำออนไลน์ได้ตั้งแต่ครั้งละ 100 บาท และสามารถทำการขายได้ทันทีเมื่อมีกำไร ส่งผลให้คนรุ่นใหม่หันมากระจายความเสี่ยงการลงทุนผ่านทองคำมากขึ้น

แม้ราคาทองคำจะอยู่ในช่วงการสร้างฐานที่โซน 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ แต่เป้าหมายราคาทองคำในครึ่งปีหลัง YLG ยังคงเดิมที่ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ โดยมองว่าส่วนหนึ่งครึ่งปีหลังเป็นช่วงไฮซีซันและเทศกาลให้ของขวัญก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนความต้องการทองคำแบบ Physical Gold มากขึ้นด้วย และในปีถัดไปหากปัจจัยหลายอย่างข้างต้นยังสนับสนุนทองคำอย่างชัดเจน ราคาทองคำก็จะมีโอกาสขึ้นทดสอบเป้าหมายถัดไปที่โซน 2,650-2,700 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์

Back to top button