
THAI ลดพาร์เหลือ 1.30 บ. ล้างขาดทุน 1.04 แสนลบ. หวังจ่าย “ปันผล” หลังออกแผนฟื้นฟู
THAI ปรับลดมูลค่าหุ้นเหลือ 1.30 บาท เพื่อล้างขาดทุนสะสมจาก 104,000 ล้านบาท เหลือ 180 ล้านบาท หวังกลับมาเสนอปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หลังจากเข้าสู่ตลาดปลายปีนี้ พร้อมตั้งเป้าผู้โดยสารที่ 16 ล้านคน เพิ่มความถี่เที่ยวบินแตะ 883 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ มุ่งเน้นเส้นทางอินเดียและยุโรป
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยผ่านงานแถลงข่าววันนี้ (26 ก.พ. 68) ถึงประเด็นสำคัญให้ทราบ 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ ผลประกอบการของการบินไทยในปี 2567 ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารรวมประมาณ 16 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้โดยสารยังคงต่ำกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากปัจจุบันฝูงบินของการบินไทยมีเครื่องบินให้บริการเพียง 79 ลำเท่านั้น
ขณะที่ในปี 2562 การบินไทยมีเครื่องบินให้บริการอยู่ 103 ลำ อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 รายได้รวมของการบินไทยและบริษัทย่อยอยู่ที่ 187,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.70% จากปี 2566 และสูงกว่ารายได้ในปี 2562 แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารจะยังน้อยกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราค่าโดยสารที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการ (demand) และอุปทาน (supply)
เรื่องที่สอง บริษัทฯ ได้กำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 เมษายน 2568 เพื่อพิจารณาเลือกกรรมการชุดใหม่ และเรื่องสุดท้าย คือ การปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยบริษัทฯ มีแผนลดมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น (พาร์) จาก 10 บาท เหลือ 1.30 บาท เพื่อใช้ล้างขาดทุนสะสม ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อีกครั้ง
“ผลประกอบการในปี 2567 การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและรายการพิเศษ (one-time items) อยู่ที่ 41,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,211 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หลังจากหักค่าเช่าเครื่องบินแล้ว กำไรยังคงอยู่ที่ 41,839 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวเป็นจำนวนประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ ติดลบ 26,910 ล้านบาท โดยรายการพิเศษดังกล่าวเกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม รวมถึงการชำระหนี้ก่อนกำหนดตามแผนฟื้นฟูกิจการ แม้จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก จากเดิมที่ติดลบ 43,000 ล้านบาท ณ สิ้นปีที่ผ่านมา กลายเป็นบวก 45,169 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อโครงสร้างทางการเงินของบริษัท
อีกเรื่องที่อยากเรียนให้ทราบคือ ในการประชุมผู้บริหารแผน เมื่อวานนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2568) ที่ประชุมมีมติให้ ปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น (พาร์) จาก 10 บาท เหลือ 1.30 บาท โดยจำนวนหุ้นยังคงเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้ ขาดทุนสะสม ณ สิ้นปี 2567 จากเดิมที่อยู่ที่ 104,096.30 ล้านบาท หลังการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินการลดทุนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสม จำนวน 103,916.35 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 179.95 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะทำให้ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ ลดลงจากเดิม อยู่ที่ 283,032.92 ล้านบาท หลังหลังการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินการลดทุนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสม จำนวน 242,322.29 ล้านบาท ส่งผลทำให้มีทุนจดทะเบียนใหม่ อยู่ที่ 36,794.28 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์ เชื่อว่า ขาดทุนสะสมจะหมดไป และจะเปลี่ยนเป็นกำไรสะสม ซึ่งหมายความว่าการบินไทยจะสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อีกครั้ง ทั้งนี้ การลดพาร์ดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นหรือราคาหุ้น เนื่องจากการลดมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น ไม่เกี่ยวข้องกับราคาตลาดของหุ้น แต่อย่างใด
ส่วนประเด็นเนื่องจากตลาดยังอยู่ในภาวะผันผวน หากถามถึงแผนการกลับเข้ามาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเป็นไปตามแผนหรือไม่ ในมุมมองของผม
“เราควรกลับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หลังจากออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุน รวมถึงผู้ถือหุ้นที่เข้ามาลงทุนผ่านการเพิ่มทุน ต่างคาดหวังว่าจะสามารถซื้อขายหุ้นได้ตามปกติหลังจากที่บริษัทกลับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามแผนแล้ว คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในช่วงกลางปีนี้” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนปี 2568 บริษัทมีแผนนำเครื่องบินใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 โดยจะรับมอบ เครื่องบิน Airbus A330 จำนวน 7 ลำ, Airbus A321 จำนวน 1 ลำ และ Airbus A330-300 อีก 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 9 ลำ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการของบริษัท โดยการรับมอบเครื่องบินทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
สำหรับการประมาณการรายได้นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ แต่สิ่งที่สามารถแจ้งได้คือ ปริมาณการผลิต (production) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการบินโดยรวมไม่ได้เผชิญความท้าทายเพียงแค่การบินไทยเท่านั้น แต่สายการบินอื่น ๆ ทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะ ปัญหาการขาดแคลนเครื่องบิน ทั้งในส่วนของเครื่องบินมือสองที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และเครื่องบินใหม่ที่อยู่ระหว่างการผลิต ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ
ขณะที่ในเรื่องเที่ยวบินนั้นบริษัท ไม่มีแผนเพิ่มจุดบินใหม่ จากปีที่แล้ว 2567 โดยปัจจุบันยังคงให้บริการ ครอบคลุม 64 เมืองทั่วโลก เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความถี่ในการบิน จากเดิม 843 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 883 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ในช่วงแรก จะมีการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินไปยัง ประเทศจีน โดยเส้นทาง กว่างโจว จะเพิ่มจาก 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับเส้นทาง ปักกิ่ง ที่จะเพิ่มจาก 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ก็มีแผน เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินไปยังมุมไบ จาก 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วง ฤดูหนาว (Winter Season) นอกจากนี้ บริษัทมีแผน เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินไปยังเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี จากเดิม 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขณะที่ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าผู้โดยสายปีนี้อยู่ที่ 16.5 ล้านราย จากปีก่อนอยู่ที่ 16 ล้านราย
ขณะนี้ หนี้คงเหลือที่ต้องชำระ อยู่ที่ประมาณ 87,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ตามแผนที่เราต้องชำระ ผ่านการทยอยคืนภายในปี 2579 เฉลี่ยตกอยู่ที่ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังมี มูลค่าค่าเช่าเครื่องบินที่ต้องชำระในอนาคต อีกประมาณ 90,000 ล้านบาท (ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟู) โดยมูลค่านี้ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท การลดลงนี้เกิดจากการดำเนินการตามแผนการแปลงหนี้เป็นทุนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ปัจจุบันบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีอากาศยานที่ใช้ทำการบินรวมทั้งสิ้น 79 ลำ แบ่งเป็นแบบลำตัวกว้างและลำตัวแคบ จำนวน 59 ลำ และ 20 ลำตามลำดับ โดยตารางบินฤดูหนาว ประจำปี 2568 ของบริษัทฯ วางแผนทำการบินไปยัง 64 จุดบินเช่นเดียวกับในปี 2567 แต่มีจำนวนเที่ยวบินทั้งหมด 883 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 40 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากปี 2567 ที่มี 843 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสารในเส้นทางบินยอดนิยม รวมถึงรองรับการเดินทางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเร่งขยายขนาดฝูงบินให้เพียงพอต่อแผนเส้นทางบิน จำนวนเที่ยวบิน และความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการหารายได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
สุดท้ายนี้ปี 2567 การบินไทยมีรายได้รวม 187,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ 161,067 ล้านบาท เติบโต 16.7% และมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน 41,515 ล้านบาท เติบโต 3.2% โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) อยู่ที่ 22.1% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ
อย่างไรก็ตาม การบินไทยมีผลขาดทุน 26,901 ล้านบาทจากผลขาดทุนทางบัญชีที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีมูลค่ารวม 45,271 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุนจากการแปลงหนี้เป็นทุนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ขาดทุนนี้เป็นเพียงรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงเป็นบวกหลังการปรับโครงสร้างทุน