“พิชัย” สั่ง “ตลท.” ตั้งทีมช่วย “บจ.กลาง-เล็ก” หลังพบ “ROE” 10 ปีย้อนหลังลด

“พิชัย ชุณหวชิร” สั่งการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งทีมช่วย บจ.ขนาดกลางและเล็กวิเคราะห์ธุรกิจ หลังพบ ROE ลดลง 10 ปีย้อนหลัง พร้อมเร่งขยับเป้าการส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุนเพิ่ม หวังดัน GDP โตเกิน 3%


นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วานนี้ (27 ก.พ. 68) ได้หารือกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อวางแนวทางกระตุ้นตลาดหุ้นไทย โดยมองเห็นว่าปัญหาตลาดทุนไทยมีอยู่ 2-3 เรื่อง เช่น อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเทียบย้อนหลัง 10 ปีปรับตัวลดลง หุ้นบางตัวปรับตัวลงเพราะวัฏจักรธุรกิจ จึงมองว่าวิธีกระตุ้นตลาดหุ้นจะมีการ “ตั้งทีม” ขึ้นมา โดยใช้เงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และมอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนหลัก เพื่อเข้าไปช่วยภาคธุรกิจมองว่าบริษัทอยู่ในวัฎจักรของภาพรวมอย่างไร ควรทำแผนธุรกิจอย่างไร เพื่อช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กใน SET เนื่องจากธุรกิจบางแห่งยังเป็นเจ้าของคนเดียวสั่งการ ต้องเขาไปช่วยวิเคราะห์กิจการ ดึงสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์เข้ามาช่วยดู และอาจช่วยเรื่องภาษีโดยจัดเก็บภาษีน้อยลงที่ 10% ซึ่งกำลังตั้งทีมอยู่และหามาตรการเพื่อช่วยเหลือบริษัทจดทะเบียนใน SET

“ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มาหาผม และรับรู้เรื่องนี้แล้ว ว่าจะตั้งทีมช่วยเหลือภาคธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขนาดกลางและขนาดเล็กให้เดินต่อไปได้” นายพิชัย กล่าว

ส่วนผลการประชุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) นั้น ได้วางเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ให้อยู่ในระดับ 3-3.5% จึงได้วางมาตรการใหญ่ 2 แนวทาง (1.) ตั้งเป้าเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งต้องแก้หนี้ให้เร็วที่สุด

(2.)โครงสร้างทางเศรษฐกิจหลักของไทย จะต้อง 2.1ขยับเป้าการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และปัญหาคืออะไร เรื่องวีซ่าและความปลอดภัยการท่องเที่ยว สนามบิน 2.2การเกษตร ต้องเร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่และสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคุมการผลิตให้สอดคล้องความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดูแลการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ต้องลงรายละเอียดเครื่องจักร น้ำ ปุ๋ย ในเชิงคุณภาพ โดยจะมองสินค้าเกษตรรายตัวไป เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ซึ่งจะคุยเป็นชุดๆ ไป เพื่อมองเป็นโครงสร้างใหญ่ 2.3 ดูแลกิจการยานยนต์ให้อยู่ได้

“ทั้งหมดนี้ จะวางโครงร่าง แล้วนำเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่เร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะจัดประชุมช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้”

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า เนื่องจากรัฐบาลวางเป้าให้จีดีพีโตเกิน 3% เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจมีอยู่ 3 ตัว ประกอบด้วย การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน ถ้าจะขับเคลื่อนทั้ง 3 ตัวให้ได้ 3% ขึ้นไปนั้น การส่งออกก็ต้องเพิ่มขึ้นให้ได้ 3.5-4% แต่ละเดือนต้องส่งออกให้ได้อย่างน้อย 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขั้นต่ำเป็นอย่างน้อย ทำให้กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องไปดูว่าจะเพิ่มตลาดที่ไหนอย่างไร ต้องเพิ่มสินค้าอะไรส่งออก และจะกระทบเป็นวัฏจักรให้ภาคอุตสาหกรรมขยับตัวดีขึ้นด้วย

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวได้ตั้งเป้าไว้ที่ 38 ล้านคน เงินรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท (ขั้นต่ำที่กำหนด) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ต้องไปดูว่าจะดึงนักท่องเที่ยวจากส่วนไหนเข้ามาท่องเที่ยวในไทยให้ได้ตามเป้า ส่วนการเบิกจ่ายของภาครัฐก็ต้องเร่งตัวขึ้นให้ได้เกิน 85% การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว โดยปีก่อนได้ 8 แสนล้านบาท อย่างน้อย 40-50% ในเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ต้องเกิดการลงทุนภายในปี 2568 นี้ ทางบีโอไอก็ต้องช่วยดูและมีการกำหนดตัวชี้วัดของทุกหน่วยที่ต้องรับผิดชอบ

“กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องขยับเป้าเป็น 3.5-4% ท่องเที่ยวก็ต้องขยับเป้าเงินรายได้ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 1.65 ล้านล้านบาท การเบิกจ่ายก็ต้องขยับเป้าให้ได้เบิกจ่ายถึง 95% ก็จะดีมาก แต่ต้องลงรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างให้สั้นลง และแก้ไขปัญหาการอุธรณ์ต่างๆ บีโอไอก็ต้องผลักดันเม็ดเงินลงทุนที่เคยอนุมัติไปแล้ว ให้เม็ดเงินเข้ามาลงทุนจริง” นายดนุชา กล่าว

Back to top button