COCOCO ส่งซิกปี 68 ยอดขายแตะหมื่นล้าน ลุยขยายกำลังผลิต “น้ำมะพร้าว-กะทิ”

COCOCO เผยผลประกอบการปี 67 รายได้พุ่ง 6,619 ล้านบาท โตแรง 41.44% ด้านแผนปี 68-69 ลุยขยายกำลังการผลิตน้ำมะพร้าวและกะทิ ตั้งโรงงานในฟิลิปปินส์หวังลดต้นทุน เสริมความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ตั้งเป้ายอดขายปี 68 ที่ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 69 จะโตทะลุ 12,000 ล้านบาท


นายวรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทในงาน Opportunity Day ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ.68 โดยรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2567 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,756.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 83.70 ล้านบาท ลดลง 55.72% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 6,619.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.44% และมีกำไรสุทธิ 686.79 ล้านบาท เติบโต 27.26% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของยอดขายในตลาดเอเชียและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของตลาดน้ำมะพร้าวในประเทศจีน ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตัวของตลาดเครื่องดื่มและกลยุทธ์การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ยอดขายของผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ น้ำมะพร้าว, กะทิ และอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ในส่วนของการส่งออก บริษัทฯ มีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 87.69% ของรายได้จากการขาย โดยยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเพิ่มขึ้น 48.55% ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น 47.58% ภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 29.14% ภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น 21.63% และภูมิภาคแอฟริกาเพิ่มขึ้น 17.10% โดยบริษัทคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในตลาดน้ำมะพร้าวซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมในกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่

รวมถึงบมจ.ไทย โคโคนัท ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก ภายใต้ตราสินค้า Moochie และการผลิตไอศกรีมผลไม้ไทยภายใต้แบรนด์ Thaicoco และ Cocoburi ซึ่งกำลังขยายตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน และยุโรป

นายวรวัฒน์ ยังกล่าวถึงการลงทุนในต่างประเทศว่า บริษัทได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตกะทิและน้ำมะพร้าวในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบและลดต้นทุนการผลิต โดยคาดว่าโรงงานดังกล่าวจะเปิดดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลผลิตมะพร้าวมากที่สุดในโลก

สำหรับแผนการขยายกำลังการผลิตในปี 2568 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมะพร้าวเป็น 366,000 ตัน และคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ที่ 225,000 ตัน ขณะที่ในปี 2569 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมะพร้าวเป็น 391,000 ตัน และคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะปรับเพิ่มเป็น 318,000 ตัน

สำหรับผลิตภัณฑ์กะทิ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 99,000 ตัน แต่เมื่อโรงงานในฟิลิปปินส์เริ่มดำเนินการ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 155,000 ตัน ซึ่งคาดว่าธุรกิจกะทิจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงและสิทธิพิเศษทางภาษีจากยุโรป

นายวรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยตัวเลขอาจมีการปรับขึ้นหรือลงตามสภาวะตลาด ส่วนในปี 2569 คาดว่ายอดขายจะเติบโตไปแตะระดับ 12,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีราคามะพร้าวน้ำหอมที่เพิ่มสูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ นายวรวัฒน์ กล่าวว่า แม้ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมแพงและเกิดการขาดแคลน แต่บริษัทยังคงมีสต๊อกบางส่วน และคาดว่าราคามะพร้าวจะเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568

“เรามีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงนี้จะประสบปัญหาด้านวัตถุดิบ แต่บริษัทยังคงมีทางออกและมั่นใจว่าในระยะยาวบริษัทจะเติบโตได้อย่างมั่นคง” นายวรวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

Company Snapshot

Back to top button