“สุวัฒน์” มอง SET ผันผวน แนะลงทุน 2 ธีม “Domestic-Defensive”

“สุวัฒน์ วัฒนพรพรหม” มองตลาดหุ้นไทยผันผวน แนะกลยุทธ์ลงทุน 2 ธีม “Domestic-Defensive” รับอานิสงส์มาตรการภาครัฐ-อัตราดอกเบี้ยขาลง และที่มีเสถียรภาพ และหุ้นลิสซิ่ง


นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวในรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (28 ก.พ.68) ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ยังคงเป็นนโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีที่มีผลต่อกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก แคนาดา และจีน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าอาจมีการเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษี แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้ปรับสถานะรับปัจจัยเหล่านี้มาแล้วในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังคงเป็นความกังวลหลักก็คือกรณีอุยกูร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลไทยจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากฝั่งสหรัฐฯ

สำหรับนโยบายภาษีเท่าเทียมของสหรัฐฯ เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตามอง เพราะเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศไปยังสหรัฐฯ มีอัตราเท่ากับภาษีที่ประเทศเหล่านั้นเก็บจากสินค้าสหรัฐฯ

สำหรับไทย แม้ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สูงกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย แต่หากพิจารณาจากตัวเลขการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ไทยยังอยู่ในอันดับรองลงมาเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น จีนและยุโรป ซึ่งอาจทำให้ไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ แต่กลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าเกษตร

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงแรง เช่น NASDAQ ที่ร่วงหนักในคืนที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลต่อหุ้นเทคโนโลยีไทยบางตัวที่มีผลประกอบการไม่ดี

ในขณะเดียวกัน ฝั่งภาครัฐของไทยเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value) ซึ่งหากมีการปรับเกณฑ์จริง อาจส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดบ้านระดับกลาง-บน

โดยในช่วงนี้ มีการติดตามความคืบหน้าของกองทุน Thai ESG 2 ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าจะเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการยังค่อนข้างล่าช้า หากมีการปรับปรุงเงื่อนไขให้คล้ายกับ LTF เดิม เช่น เพิ่มสัดส่วนเงินลดหย่อนภาษี หรือขยายขอบเขตการลงทุน กองทุนนี้อาจเป็นตัวช่วยพยุงตลาดได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดผันผวน ควรมุ่งเน้นไปที่หุ้น “Domestic Play” ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยจากปัจจัยภายนอก โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ เช่น ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยหุ้นที่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อสูง เช่น บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP อาจได้รับประโยชน์

2.หุ้นที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยขาลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Yield) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการใช้นโยบายที่เข้มงวด หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ เช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

3.หุ้น Defensive ที่มีเสถียรภาพ เช่น กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มสื่อสาร ซึ่งมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงตลาดผันผวน

4.หุ้น Leasing ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI โดยหุ้น Leasing บางตัวมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี

ส่วนแนวโน้มดัชนี SET และระดับแนวรับสำคัญในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทำให้มีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับที่ระดับ 1,200 จุด หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ อาจมีแรงซื้อกลับเข้ามาในกลุ่ม Domestic Play และหุ้น Defensive

โดยสรุป นักลงทุนควรเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบระมัดระวัง โดยเลือกหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ หุ้นที่อิงกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และหุ้น Defensive ที่มีความมั่นคงในช่วงตลาดผันผวน

Back to top button