
TKN ธุรกิจสาหร่ายบูม ดันกำไรปี 67 นิวไฮแตะ 836 ล้านบาท โต 13% จ่ายปันผล 0.207 บ.
TKN โชว์กำไรปี 67 นิวไฮที่ 836 ล้านบาท โต 12.5% รายได้พุ่ง 5,712.3 ล้านบาท หนุนจากธุรกิจสาหร่ายโตทุกช่องทาง บอร์ดฯ ไฟเขียวปันผลเพิ่ม 0.207 บ./หุ้น พร้อมเร่งขยายตลาด-ลุยสินค้า Non-seaweed สร้าง New S-curve
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” รวมถึงขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,712.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 5,323.4 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 836.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 743.0 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีการเติบโตทั้งในด้านยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกันนับจากหลังสถานการณ์โควิด-19 และเป็นปีที่บริษัทฯ สามารถสร้างสถิติใหม่ (New High) ของยอดขายและกำไรสูงที่สุดในรอบ 20 ปี โดยมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 14.6% จากปีก่อนอยู่ที่ 14.0%
โดยแม้มีปัจจัยกดดันจากราคาสาหร่ายงวดใหม่ที่เป็นต้นทุนวัตถุดิบหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปี อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เดินหน้าบริหารจัดการยอดขาย (Revenue Management) บริหารพอร์ตสินค้าและช่องทางการขาย (Product Mix and Channel Mix) ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมดำเนินการภายใต้นโยบาย 3 GO (GO FIRM, GO BOARD, GO GLOBAL) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างพื้นฐานการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่ดี ด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพและความสามารถ ซึ่งช่วยสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดอันจะส่งผลในระยะยาว สะท้อนออกมาเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตและการทำกำไรที่ดีอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน TKN ยังประสบความสำเร็จจากการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนรายได้ในประเทศราว 37% และต่างประเทศราว 63% โดยตลาดต่างประเทศปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 3,580.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงได้ขยายเข้าไปในตลาดใหม่ๆ อย่างเช่น กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก กลุ่มสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย โดยเน้นเจาะตลาด Mainstream ที่เป็นผู้บริโภคท้องถิ่น ผ่านช่องทางห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น Costco, Walmart, Kroger และ ALDI ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงยอดขายจากตลาดประเทศจีน และถือเป็นการปรับสมดุลของตลาดจีนที่มีอัตราเติบโตลดลงจากปัจจัยเศรษฐกิจชะลอตัว
สำหรับตลาดในประเทศ บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,131.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับผลดีจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณนักท่องเที่ยว ส่งผลบวกให้ธุรกิจในประเทศเติบโตมากขึ้น สะท้อนจากยอดขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด (MT) รวมถึงจากการออกสินค้าใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคได้ทดลอง ได้แก่ สาหร่ายปรุงรสโรยหน้า (Topping), สาหร่ายอบรสเกลือชมพู เป็นต้น รวมถึงการผลักดันการบริโภคกลุ่มสาหร่ายอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายในร้านค้า และกิจกรรมด้านการตลาดในการโปรโมทสินค้าสาหร่ายอบรสชาติใหม่ และการโปรโมทสินค้าผ่านพันธมิตรต่างๆ เพื่อเพิ่มการรับรู้ว่าสาหร่ายทานคู่กับอาหารอะไรก็อร่อย เช่น เถ้าแก่น้อย X คุ้มสึ ทำเมนูพิเศษ คือ มันปูย่างเตาถ่าน ทานคู่กับสาหร่ายอบ, เถ้าแก่น้อย x เส่ย ทำเมนูพิเศษ เช่น เมี่ยงปลาทู กุ้งแช่น้ำปลา ห่อทานคู่กับสาหร่ายอบ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายสินค้ากลุ่มสาหร่ายอบให้เติบโตได้ดี ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสาหร่ายในประเทศไทยอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมทางการตลาดมุ่งเน้นกลยุทธ์ Idol Marketing โดยให้ “อุ๋งอิ๋ง เพชรบ้านแพง” ไอดอลขวัญใจชาวอีสาน ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการหมอลำมาเป็น Brand Ambassador พร้อมทั้งมีการจัดคอนเสิร์ตในภาคอีสาน เพื่อขยายช่องทางการขายผ่าน Traditional Trade และเจาะกลุ่มผู้บริโภคในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงร่วมมือกับ Influencer – Game Caster ชื่อดัง “แป้งZBing” ที่มีผู้ติดดตามบนช่องทาง Youtube กว่า 20 ล้านคน
ด้านธุรกิจร้านอาหารหมูกระทะ 71 ที่เปิดเมื่อปลายปี 2566 มีการเติบโตมากขึ้น ด้วยกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยกิจกรรมการตลาดที่ทำให้ร้านอาหารเป็นที่รู้จักด้วยการใช้อินฟูเอ็นเซอร์ในการโปรโมทร้านให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 3 สาขา ได้แก่ สาขาถนนบรรทัดทอง, คอมมูนิตี้มอลล์ Att U Park Bangna และคอมมูนิตี้มอลล์ Meet UP แจ้งวัฒนะ และเตรียมเปิดอีก 1 สาขาในไตรมาส 1/2568
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานงวดปี 2567 ที่แข็งแกร่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) มีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีกในอัตราหุ้นละ 0.207 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 มีนาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 สำหรับสิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทในวันที่ 25 เมษายน 2568 ทั้งนี้ หากรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ทำให้ผู้ถือหุ้น TKN ได้รับเงินปันผลจากผลการดำเนินงานในปี 2567 รวมทั้งสิ้น 0.507 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำเป็นหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TKN กล่าวเพิ่มว่า แนวโน้มการดำเนินงานปี 2568 คาดว่ารายได้จะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้เดินหน้านโยบาย “3GO” โดยเฉพาะ “GO Broad” หรือการขยายฐานธุรกิจให้กว้างขึ้นและมีคุณค่า ผ่านการพัฒนาสินค้านวัตกรรมกลุ่มใหม่ๆ (Innovation Food) รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า โดยเตรียมออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-seaweed) เพื่อสร้าง New S-curve คาดว่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ วางแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายประเภท (Category) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ส่งเข้าตลาดในประเทศและต่างประเทศกว่า 79 SKUs
นอกจากนี้ ได้มุ่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มประเทศหลัก เช่น จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เวียดนาม เป็นต้น จะทำการตลาด ออกแคมเปญโปรโมชันใหม่ๆ และ Co-Branding กับแบรนด์อื่นๆ รวมถึงสถานที่ต่างๆ ผลักดันให้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก “Brand Love” สร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง และ กลุ่มประเทศใหม่ คือ กลุ่มยุโรปตะวันตก กลุ่มสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ผ่านการขยายช่องทางจัดจำหน่ายที่กว้างขึ้น รวมถึงปรับแพคเกจผลิตภัณฑ์และรสชาติให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ
อย่างไรก็ตามต้องติดตามราคาวัตถุดิบสาหร่ายฤดูกาลใหม่ ซึ่งคาดว่าราคาจะทยอยปรับลดลงจากปี 2567 แต่ยังคงสูงกว่าปี 2566 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เตรียมพร้อมรับมือบริหารจัดการด้วยการติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบสาหร่ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการเจรจากับซัพพลายเออร์หลายรายไว้ล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และการบริหารต้นทุนอื่นให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง