
ก.ล.ต. สั่งลงโทษ 11 ราย คดีอินไซด์ซื้อหุ้น LPN ปรับรวม 17 ล้านบาท
ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่งผู้กระทำความผิด 11 ราย กรณีซื้อหุ้น LPN ผ่านข้อมูลภายใน หรือเป็นผู้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สั่งชดใช้เงินรวม 17,529,772 บาท
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 11 ราย ได้แก่ 1.) นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข, 2.) นายวุฒิพล สุริยาภิวัฒน์, 3.) นายอาทิตย์ สุริยาภิวัฒน์, 4.) นายสุริยา สุริยาภิวัฒน์, 5.) นายรัตนพงศ์ ศรีโรจนันท์
6.) นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน, 7.) นางสาวนวรัตน์ สุขเจริญสิน, 8.) นางมาลาตี สุขเจริญสิน, 9.) นายพิเชษฐ ศุภกิจจานุสันติ์ และ 10.) นางกัลย์รวี ศุภกิจจานุสันติ์ กรณีซื้อหุ้น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN โดยเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน และ 11.) นายธนัตถ์ เปล่งศรีสุข กรณีเป็นผู้ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปกปิดตัวตนของบุคคลที่ใช้ โดยให้ผู้กระทำความผิดชำระเงินรวม 17,529,772 บาท และกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารกับผู้กระทำความผิดทั้ง 11 ราย
โดย ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อเดือนกันยายน 2563 และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า กรรมการและผู้บริหารของ LPN ได้รับทราบข้อมูลการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปี 2563 ของ LPN ในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น จากกำไรสะสม ซึ่งเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดนับตั้งแต่ LPN เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยในระหว่างปี 2558 – 2562 LPN มีการจ่ายเงินปันผล 2 ครั้งต่อปี โดยมีการจ่ายเงินปันผลครั้งละไม่เกิน 0.60 บาทต่อหุ้น โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลภายในที่มีสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหรือมูลค่าของหุ้น LPN และยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบโดย ก.ล.ต. พบกรณีการกระทำความผิดฐานซื้อขายหลักทรัพย์โดยเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ก่อนการเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปกปิดตัวตนของบุคคลที่ใช้ จำนวน 6 กรณี ดังนี้
1.) นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ขณะดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ LPN ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายธนัตถ์ ซึ่งเป็นบุตร ซื้อหุ้น LPN ในขณะที่ตนเองเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน การกระทำของนายทิฆัมพรดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243 (1) และมาตรา 297 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ประกอบมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่วนการกระทำของนายธนัตถ์เป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
2.) นายวุฒิพล สุริยาภิวัฒน์ รองประธานกรรมการ ประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระของ LPN ซึ่งเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ร่วมกับนายอาทิตย์ซึ่งเป็นบุตร ซื้อหุ้น LPN ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ นายอาทิตย์ การกระทำดังกล่าวของนายวุฒิพลและนายอาทิตย์เป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
3.) นายสุริยา สุริยาภิวัฒน์ บุตรของนายวุฒิพล ได้ร่วมกับนายรัตนพงศ์ ซื้อหุ้น LPN ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายรัตนพงศ์ ลักษณะผิดไปจากปกติวิสัยของตน จึงเข้าข่ายเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน การกระทำดังกล่าวของนายสุริยาและนายรัตนพงศ์เป็นความผิดตามมาตรา 242(1) ประกอบมาตรา 244(3) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
4.) นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ขณะดำรงตำแหน่งกรรมการ กรรมการบริหาร หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ของ LPN ซึ่งเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ร่วมกับนางสาวนวรัตน์ ซึ่งเป็นพี่สาว ซื้อหุ้น LPN ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวนวรัตน์ การกระทำดังกล่าวของนายสุรวุฒิและนางสาวนวรัตน์ เป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243(1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
5.) นางมาลาตี สุขเจริญสิน มารดาของนายสุรวุฒิ ซื้อขายหุ้น LPN ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง ลักษณะผิดไปจากปกติวิสัยของตน จึงเข้าข่ายเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน การกระทำดังกล่าวของนางมาลาตีเป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 244 (3) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
6.) นายพิเชษฐ ศุภกิจจานุสันติ์ ขณะดำรงตำแหน่งกรรมการ LPN เป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ร่วมกับนางกัลย์รวี ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ ซื้อหุ้น LPN ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางกัลย์รวี การกระทำดังกล่าวของนายพิเชษฐและนางกัลย์รวีเป็นความผิดตามมาตรา 242(1) ประกอบมาตรา 243(1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ทั้งนี้ การกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 วรรคหนึ่ง มาตรา 296/2 และมาตรการลงโทษทางแพ่งตามมาตรา 317/4 มาตรา 317/5(1)(2) และมาตรา 317/11 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 11 ราย ดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ได้แก่ ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงิน ในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ ชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ดังนี้
1.) ให้ นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,361,872 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 14 เดือน
2.) ให้ นายธนัตถ์ เปล่งศรีสุข ชำระค่าปรับทางแพ่ง และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 137,849 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 4 เดือน
3.) ให้ นายวุฒิพล สุริยาภิวัฒน์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,664,864 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 20 เดือน
4) ให้ นายอาทิตย์ สุริยาภิวัฒน์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,664,864 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
5.) ให้ นายสุริยา สุริยาภิวัฒน์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 925,019 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
6.) ให้ นายรัตนพงศ์ ศรีโรจนันท์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 973,489 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
7.) ให้ นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,323,219 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 14 เดือน
8.) ให้ นางสาวนวรัตน์ สุขเจริญสินชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 643,849 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
9.) ให้ นางมาลาตี สุขเจริญสินชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 783,549 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
10.) ให้ นายพิเชษฐ ศุภกิจจานุสันติ์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,025,599 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 20 เดือน
11.) ให้ นางกัลย์รวี ศุภกิจจานุสันติ์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,025,599 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
โดยมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนดจะมีผลเมื่อผู้กระทำความผิดลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ โดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ จากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่ง กระทรวงการคลัง