
“กรภัทร” มอง SET ยืนแดนบวก แนะลงทุน 6 หุ้นธีม “Domestic-China Play”
นายกรภัทร วรเชษฐ์ มอง SET ยืนแดนบวกให้แนวรับ 1,200-1,195 แนวต้าน 1,225-1230 จุด แนะกลุทธ์ลงทุนธีม Domestic play อย่าง CPALL, KCE, BTS รับปัจจัยบวกเฉพาะตัว พ่วงธีม China Play อาทิ IVL, PTTGC และ SCC จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (6 มี.ค.68) ว่า SET Index สามารถยืนในแดนบวกได้ โดยให้แนวรับ 1,200-1,195 แนวต้าน 1,225-1230 จุด
ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่า ภายหลัง SET Index เปิดเช้านี้ไซด์เวย์นับเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหากก่อนหน้าดัชนีปรับตัวขึ้นแรง อาจทำให้นักลงทุนมีการขายเพื่อทำกำไร ส่วนปัจจัยที่ส่งผลทำให้ดัชนีเปิดไซด์เวย์วันนี้ คือ นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีความไม่แน่นอน และนโยบายดังกล่าวมีการเลื่อนประกาศใช้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐยังกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลักภายในประเทศ
ส่วนเมื่อวานนี้ (5 มี.ค. 68) ISM ภาคการบริการสหรัฐฯ ออกมาที่ 53.5 สูงกว่าตลาดคาดที่ 52.5 จากดัชนีย่อยด้านจ้างงานและยอดสั่งซื้อที่ปรับดีขึ้น ขณะที่เลขจ้างงาน ADP Employment change ออกมาที่ 7.7 หมื่นบาท ทำให้นักลงทุนเชื่อว่ารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ (Nonfarm Payrolls) วันพรุ่งนี้ปรับตัวลง โดยจากปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว (Soft Landing) ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีต่อนโยบายการเงินของสหรัฐที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ อย่างที่ตลาดมีความคาดหวังไว้ รวมไปถึงภาพความเชื่อมั่นว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำ
ปัจจัยนี้ข้างต้น เป็นสัญญาณที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย โดยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มสลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ส่วนแรงสนับสนุนที่สำคัญอีกประการคือปัจจัยภายในประเทศ เมื่อวานนี้กระทรวงการคลังได้พูดถึงทามไลน์การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ 1-3 ซึ่งส่งผลให้ตลาดเห็นพัฒนาการที่สำคัญ เช่น ความพยายามในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector) ซึ่งสอดคล้องกับการประชุมของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนหน้านี้ที่พูดถึงการนำมาตรการ LTV มาใช้
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม China Play ราคาขยับขึ้นในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีการขยับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยเหตุผลหลักเกิดจากการที่ผ่านพ้นช่วงเทศกาลตรุษจีนไป ซึ่งตามปกติแล้วภาคการผลิตของจีนจะเริ่มฟื้นตัว แต่ในครั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ปรับตัวขึ้นเร็วขึ้น อาจเป็นผลมาจากการเร่งการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาของ Petrochemical Space (สเปสปิโตรเคมี) ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีนได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของปีก่อนหน้า
ขณะที่หากพูดถึงดัชนี SET Index ในปัจจุบันยังติดลบ 12-13% ซึ่งนับเป็นการติดลบมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาดหลัง และหลายคนอาจตกใจจากการรายงานผลกำไรในไตรมาส 4 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยเติบโตจากปีที่แล้วเล็กน้อย ประมาณ 3-4% แต่เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า Earnings ของตลาดรวม (โดยเฉพาะในภาคการบินไทย) จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 82-83 บาทต่อหุ้น กลับลดลงมาเหลือเพียง 77 บาทต่อหุ้น
หากมองในเชิงเศรษฐกิจโดยรวม เราจะเห็นว่า Earnings สอดคล้องกับการเติบโตของ GDP ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการเติบโตที่ 2.5% ซึ่งดีกว่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เติบโตต่ำกว่า 2% แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่ตลาดคาดหวังไว้มากนัก ดังนั้นในช่วงนี้ต้องเฝ้าติดตามดูว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายหรือไม่
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยกำลังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการสร้างสภาพคล่อง (Liquidity) โดยการปรับ LTF เข้ากองทุน ThaiESG เฟส 2 ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนในกลุ่ม Domestic Play เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ซึ่งถือเป็นหุ้นในกลุ่ม Deep Value นอกจากนี้ยังแนะนำอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และหุ้นพื้นฐานอย่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS
รวมถึงหุ้นที่มีโอกาสสวิงเทรดแรง ๆ ในกลุ่ม China Play เช่น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC , และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC