
ประธาน กกต. แย้มมี 27 เรื่องเข้าข่าย “ฮั้วเลือก สว.” ไม่ห่วง DSI รับเป็นคดีพิเศษ
ประธาน กกต. เผยมี 27 เรื่องเข้าข่ายเป็นคดี “ฮั้วเลือก สว.” โดยคดีทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมยืนยันการทำงานของดีเอสไอ ไม่กระทบต่อกระบวนการพิจารณาของ กกต.
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่า การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อยู่ในขั้นตอนที่ กกต. กำลังดำเนินการโดยไม่ล่าช้า อย่างไรก็ตามกระบวนการสอบสวนจำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิของทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับโอกาสชี้แจงและนำเสนอพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน
นายอิทธิพร ระบุว่า กระบวนการตรวจสอบต้องใช้เวลา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพยานจำนวนมาก หากพยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วน อาจต้องมีการสอบเพิ่มเติมในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่สำนักงาน กกต. คณะอนุกรรมการไต่สวน ไปจนถึงการพิจารณาของ กกต. ทั้งนี้ กกต.กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว แต่ต้องไม่กระทบต่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย
ทั้งนี้นับตั้งแต่การเลือก สว. ระดับอำเภอ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.67 กกต. ได้รับคำร้องและเริ่มกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ขณะนั้น โดยยอมรับว่า การร้องเรียนที่ยื่นเข้ามาหลังจากการเลือกเสร็จสิ้น อาจทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปได้ยากขึ้น
ส่วนของกรณี สว.สำรอง ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ตามมาตรา 157 นั้น นายอิทธิพร ระบุว่า เป็นสิทธิของทุกฝ่ายในการยื่นเรื่องร้องเรียน หากเห็นว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม กกต. มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง
เมื่อถูกถามถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) ว่า จะส่งผลต่อระยะเวลาการตรวจสอบของ กกต.หรือไม่ นายอิทธิพร ย้ำว่า อำนาจหน้าที่ในการสืบสวนการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. เป็นของ กกต. ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นเป็นอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ได้กระทบต่อกระบวนการของ กกต.
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้แจ้งให้ กกต. ทราบว่า มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในการเลือก สว. โดย กกต.มีมติรับเรื่องมาสอบสวนเอง เนื่องจากเป็นกรณีที่ปรากฏต่อ กกต. อยู่แล้ว นอกจากนี้ กกต. ยังสามารถใช้ข้อมูลจากการสอบสวนของดีเอสไอมาประกอบการพิจารณาได้ โดยปัจจุบันมีคำร้องเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. รวม 220 เรื่อง ในจำนวนนี้ 27 เรื่อง เข้าข่ายข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกตั้ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
สำหรับกระบวนการสอบสวน ยืนยันว่า กกต. เน้นความรวดเร็วภายใต้กรอบกฎหมาย โดยต้องพิจารณาพยานหลักฐานให้ครบถ้วน หากมีการสอบสวนเพิ่มเติมหรือมีพยานจำนวนมาก ย่อมต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม กกต. ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน และมุ่งให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยไม่กระทบต่อหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมของทุกฝ่าย
วันนี้ (21 มี.ค.68) เวลา 13:30 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และนายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 พร้อมด้วยคณะพนักงานอัยการ ซึ่งอัยการสูงสุด ได้มอบหมายให้เป็นพนักงานอัยการร่วมสอบสวน ได้ร่วมกันประชุมเปิดคดีกรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. คดีพิเศษที่ 24/2568 โดยที่ประชุมได้มีมติ 4 เรื่อง
เรื่องที่ 1 ที่ประชุมได้รับทราบกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 ราย ร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนให้มีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวนและไต่สวนเรื่องคัดค้านการเลือก สว. ในทุกพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งจะบูรณาการการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เรื่องที่ 2 ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการสอบสวนพยานในสัปดาห์หน้า ซึ่งรวมถึงติดตามเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้โอน ผู้รับโอนเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
เรื่องที่ 3 ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือสอบถามติดตามผลการดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐที่มีการรับเรื่องราวร้องทุกข์ไว้ในคดีความผิดมูลฐานเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
เรื่องที่ 4 ได้มอบหมายให้ประสานงานกับ สำนักงาน กกต. กรณีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการดำเนินการตามประเด็นเรื่องที่ 1 และการดำเนินคดีฟอกเงินที่เป็นคดีพิเศษให้มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ (20 มี.ค.68) อธิบดีดีเอสไอ ยังรับเรื่องจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น เข้ายื่นเอกสารหลักฐาน เพื่อให้ใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินคดี กรณีรับคดีการฟอกเงินทางอาญา ที่เกี่ยวข้องกับมีการได้มาซึ่ง สว. เมื่อปี 2567 ไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ