“มอร์แกน สแตนลีย์” ชู GULFI แกร่ง! มอง “กำไรต่อหุ้น” โตเฉลี่ย 20% ชูเป้า 69 บาท

มอร์แกน สแตนลีย์ คาด GULFI จะมีการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) 20% ระหว่างปี 67-70 ด้วยการขยายธุรกิจในพลังงาน, AI และโครงสร้างพื้นฐาน ให้คำแนะนำ “Overweight” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 69 บาท


มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFI กำลังก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลักในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 20% ระหว่างปี 2567-2570 โดยครอบคลุมธุรกิจหลายด้าน ได้แก่ พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาวเทียม และห่วงโซ่อุปทานก๊าซ ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ได้ให้คำแนะนำ “Overweight” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 69 บาท

โดยการเติบโตของ GULF ถือเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ โดยบริษัทสามารถสนับสนุนงานอุตสาหกรรมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงระบบส่งพลังงาน ทำให้ GULF ติดอันดับหนึ่งใน 4 บริษัทสาธารณูปโภคระดับโลก

ในช่วงเวลาที่ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น บริษัทพลังงานชั้นนำของโลกจึงหันมามองทรัพยากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยสำคัญ เช่น การเติบโตของความต้องการพลังงานจากการใช้เทคโนโลยี AI และการคาดการณ์ว่าอุปทานก๊าซอาจล้นตลาด ซึ่งจะเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคนี้

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง โดยมีศักยภาพการผลิตพลังงานถึง 17 TW และมีปริมาณสำรองก๊าซสองเท่าของความต้องการ ขณะเดียวกันยังมีความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต และได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากภาครัฐ รวมถึงการคาดการณ์ว่าการบริโภคพลังงานในภูมิภาคจะเติบโตเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของโลกถึงสองเท่า

จากข้อมูลของ GULF บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเกือบสองเท่าภายในปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นผู้นำในบริษัทเอเชียที่พร้อมสนับสนุนการกระจายตัวของก๊าซธรรมชาติและตลาดพลังงาน

ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตเร็วกว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 26% ภายในปี 2573 ซึ่งจะทำให้ราคาขายส่งในปี 2569 เพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบกับปี 2562 และจะส่งผลให้ผลตอบแทนของผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง GULF ก็พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจตามแนวโน้มนี้

GULF 2.0 มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทมีเงินสดจำนวนมากที่จะช่วยให้สามารถขยายตัวเป็นหนึ่งในผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ GULF ยังมีดาวเทียม 4 ดวงที่ทำสัญญาขายแบนด์วิดธ์ไปแล้ว 60% และดาวเทียมอีก 2 ดวงที่มีการขายความจุล่วงหน้าไปแล้ว 50%

ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่า GULF จะสามารถลดภาระหนี้ลงได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อแผนการลงทุนในระยะสั้นชะลอตัว และคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (ROCE) จะเพิ่มขึ้นแตะ 8% ภายในปี 2569 เมื่อกำลังการผลิตใหม่เติบโตเต็มที่ ซึ่งจะสูงกว่าคู่แข่งในตลาด

การใช้หนี้อย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างพันธมิตรที่ดี ช่วยให้ GULF สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

GULF ติดอันดับหนึ่งใน 4 ของบริษัทระดับโลกที่พร้อมสำหรับการกระจายตัวของตลาดพลังงานและไฟฟ้า โดย GULF เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีโรงไฟฟ้าก๊าซถึง 8 GW (ใช้ก๊าซธรรมชาติ 5.5 ล้านตันต่อปี) พร้อมความสามารถในการผลิตพลังงานหมุนเวียน 5 GW

โครงสร้างพื้นฐาน LNG Terminal และท่อส่งก๊าซของ GULF ยังช่วยเสริมความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่บริษัทยังคงพัฒนาการดำเนินงานปลายน้ำต่อไป

ด้วยการเข้าถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ และแหล่งเงินทุนราคาถูกในประเทศไทย GULF สามารถสร้างผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 17% (ไม่รวมโทรคมนาคม) และฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป

Back to top button