ITD อ่วม! “อัยการ” ชี้กฎหมายเขียนชัด “ตึก สตง.” ถล่ม ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ

“ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล” วิเคราะห์ข้อกฎหมายกรณีตึก “สตง.” ถล่ม ชี้ผู้รับจ้างมีหน้าที่สร้างใหม่โดยไม่สามารถเบิกเงินเพิ่ม เว้นแต่งานถูกส่งมอบแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์ซีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) ด้วยวงเงินตามสัญญา 2,136 ล้านบาท ได้สร้างข้อกังวลและคำถามเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมายของผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างภาครัฐ

ล่าสุด ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้านกฎหมาย ได้ให้ความเห็นเชิงวิชาการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า หากการถล่มของอาคารเกิดขึ้นก่อนการส่งมอบงาน และไม่เกิดจากความผิดของผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่โดยไม่สามารถเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐได้ ทั้งนี้ แม้การถล่มจะมีสาเหตุมาจากเหตุสุดวิสัย เช่น แผ่นดินไหว แต่หากยังไม่มีการส่งมอบงานตามสัญญา ก็ยังอยู่ในความรับผิดของผู้รับจ้างอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ในส่วนของความเสียหายต่อแรงงานและบุคคลภายนอก ดร.ธนกฤตระบุว่า สัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัยครอบคลุมลูกจ้างทุกคน และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย อุบัติเหตุ หรือภยันตรายที่เกิดจากการดำเนินงาน รวมถึงการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับจ้างอย่างชัดเจน ดังนั้น แรงงานที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาตามกรมธรรม์ประกันภัยและสิทธิทางกฎหมาย ขณะที่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างเช่นเดียวกัน

โดยการวิเคราะห์ทางกฎหมายดังกล่าวตอกย้ำหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบในสัญญาจ้างก่อสร้างของภาครัฐตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดรูปแบบสัญญาไว้อย่างชัดเจน และเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการก่อสร้างควรตระหนักถึง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่คาดคิด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดของทาง ITD พบว่า ณ สิ้นปี 2567 บริษัทขาดทุนสุทธิ 5.77 พันล้านบาท โดยในปี 2567 บริษัทฯ มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 2,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นจำนวน 2,104 ล้านบาท ส่วนใหญ่เนื่องจากความล่าช้าในการชำระเงินของลูกค้าบางรายในกลุ่มงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

นอกจากนี้ บริษัทฯ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 196 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นจำนวน 93 ล้านบาท เนื่องจากการขาดทุนจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทในสินทรัพย์ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศของบริษัท

Back to top button