เช็กเลย! “7 แบงก์-บสย.” คลอดมาตรการ “พักหนี้-ดอกเบี้ย” เยียวยาแผ่นดินไหว

7 ธนาคาร และ "บสย." ออกมาตรการเร่งด่วนหวังช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก "แผ่นดินไหว" ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างวานนี้ เน้นพักจ่ายเงินต้น และลดดอกเบี้ย รวมถึงให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดเหตุเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน การดำรงชีพ และการประกอบอาชีพของประชาชน พบว่ามี 7 ธนาคาร และ 1 บรรษัทประกันสินเชื่อที่ออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อเยียวยาแก่ผู้ประสบภัย ประกอบด้วย

1.ธนาคารออมสิน จำกัด (มหาชน)

โดยธนาคารประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทันที พร้อมเดินหน้านโยบายสนับสนุนของรัฐบาลผ่าน 2 มาตรการหลักด้านการเงิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและธุรกิจของประชาชนและผู้ประกอบการ

มาตรการแรก คือ “พักชำระเงินต้นและลดดอกเบี้ยเป็น 0% เป็นเวลา 3 เดือน” สำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อธนาคารประชาชน ลูกค้าสินเชื่อเคหะวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ SME วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

มาตรการที่สอง คือ การให้สินเชื่อในเงื่อนไขพิเศษเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติ ประกอบด้วย (1) สินเชื่อฉุกเฉินผู้ประสบภัย วงเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อราย ผ่อนนาน 24 เดือน ปลอดชำระ 3 เดือนแรก ดอกเบี้ย 0% ในช่วงเริ่มต้น (2) สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 เดือนแรก และมีเงื่อนไขดอกเบี้ยพิเศษต่อเนื่องจนถึงปีที่ 4 (3) สินเชื่อ SME ฟื้นฟูแผ่นดินไหว วงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี ปลอดเงินต้นสูงสุด 9 เดือน พร้อมดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ในช่วง 3 เดือนแรก และปรับอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดในระยะยาว

โดยผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนได้ตั้งแต่วันที่ 1–31 พฤษภาคม 2568 และสมัครขอสินเชื่อได้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2568 ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาหรือสาขาที่มีบัญชีเงินกู้อยู่ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือเว็บไซต์ www.gsb.or.th

2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน การดำรงชีพ และการประกอบอาชีพของประชาชน โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน การปรับลดค่างวดและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการให้วงเงินเสริมสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูกิจการ

สำหรับลูกค้าสินเชื่อปัจจุบัน ธนาคารได้ออกเงื่อนไขพิเศษ อาทิ สินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจ SSME สามารถลดค่างวดลง 75% ของค่างวดเดิมนาน 1 ปี พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน ก่อนปรับเป็นอัตราคงที่ 2.5% ต่อปี อีก 33 เดือน ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคล ลดค่างวดลง 75% เช่นกัน และคิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี ขณะที่สินเชื่อธุรกิจ SME ธนาคารจะพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบที่เหมาะสมตามสถานการณ์ของลูกค้าแต่ละราย เช่น ลดดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น หรือขยายระยะเวลาสัญญา โดยลูกค้าธุรกิจสามารถติดต่อผู้ดูแลความสัมพันธ์ (RM) เพื่อรับการดูแลเฉพาะราย

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยเสนอสินเชื่อบ้าน Top up สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อธุรกิจ SSME แบบ Term Loan ด้วยดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน และอัตราคงที่ 2.5% ต่อปี อีก 33 เดือน รวมถึงฟรีค่าประเมินและค่าจดจำนองในกรณีสินเชื่อบ้าน ส่วนสินเชื่อบุคคลแบบ Term Loan ให้ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี และสินเชื่อธุรกิจ SME แบบ Term Loan ระยะเวลา 7 ปี คิดดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี นาน 2 ปี และหลังจากนั้น MLR-1% ต่อปี

โดยธนาคารกรุงไทยย้ำว่า มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระลูกค้า และส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

3.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในวันที่ 28 มีนาคม 2568 ภายใต้ “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย” โดยแบ่งเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การลดเงินงวดและดอกเบี้ยให้กับลูกค้าปัจจุบัน รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมหรือปลูกสร้างบ้านทดแทน โดยมีวงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ต่อปี พร้อมสิทธิพิเศษฟรีค่าประเมินหลักประกันและค่าธรรมเนียมจดจำนอง

นอกจากนี้ ธอส. ยังประกาศ “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2568” รวม 5 มาตรการ อาทิ การประนอมหนี้สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% ต่อปี ผ่อนผันการชำระเงินงวด การปลดหนี้ในกรณีที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลัง และการพิจารณาสินไหมเร่งด่วนให้กับลูกค้าที่ทำประกันอัคคีภัยกับธนาคาร ซึ่งจะได้รับค่าสินไหมสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

สำหรับลูกค้าปัจจุบันของธอส. ยังสามารถขอสินเชื่อเพื่อการซ่อมแซมหรือต่อเติมบ้านเพิ่มเติม วงเงินสูงสุด 100,000 บาท โดยไม่ต้องจดทะเบียนจำนองใหม่ อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 1.00% ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 2,900 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการเงินกู้และมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว สามารถติดต่อสาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568

4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อรวม 20,000 ล้านบาท ภายใต้ 2 โครงการหลัก ได้แก่ สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 6 เดือนแรก และเดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดตามอัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบันอยู่ที่ 6.725%) และโครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท คิดดอกเบี้ย MRR ลบ 2% ต่อปี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถซ่อมแซมบ้านเรือน โรงเรือนการเกษตร หรือเครื่องจักรกล ตลอดจนเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูการดำเนินอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ธ.ก.ส. ได้เร่งตรวจสอบโครงสร้างอาคารและระบบงานในทุกพื้นที่ เพื่อความมั่นใจในการให้บริการอย่างไม่สะดุด พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน

โดยลูกค้าที่ประสบภัยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ณ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง

5.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568 ธนาคารมีความห่วงใยต่อลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

มาตรการแรก คือ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามประกาศของทางราชการ ครอบคลุมกลุ่มสินเชื่อประเภทเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) โดยสามารถพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้นานสูงสุด 12 เดือน สำหรับสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ธนาคารจะขยายระยะเวลาการชำระตั๋วออกไปอีกไม่เกิน 180 วัน พร้อมเปิดโอกาสให้พักชำระดอกเบี้ยได้เพิ่มเติม

มาตรการถัดมา คือ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุแผ่นดินไหว โดยสามารถขอรับวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินได้ในอัตราไม่เกิน 10% ของวงเงินเดิม วงเงินขั้นต่ำ 30,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับบุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และนิติบุคคลสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยตาม MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม และลดขั้นตอนเอกสารเพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือ

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นทางเลือกโดยสมัครใจ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ สาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ, LINE Official Account: SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1357

6.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลัง มุ่งบรรเทาภาระลูกค้าทั้งในด้านภาระหนี้และสภาพคล่อง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจส่งออกและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างต่อเนื่อง

มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทั้งวงเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว สำหรับวงเงินกู้ระยะสั้น ธนาคารจะขยายระยะเวลาตั๋วสัญญาใช้เงินได้นานสูงสุด 180 วัน พร้อมเพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวสูงสุด 20% ของวงเงินเดิม แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยคงอัตราดอกเบี้ยเดิม และยังสามารถเปลี่ยนภาระหนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวที่ผ่อนชำระได้สูงสุด 3 ปี

สำหรับวงเงินกู้ระยะยาว ธนาคารจะขยายระยะเวลาการกู้สูงสุด 7 ปี พร้อมปรับลดดอกเบี้ยปีแรกลง 0.5% หรือให้ลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยเพียง 50% ในช่วง 6 เดือนแรก และสามารถพักชำระเงินต้นได้สูงสุด 1 ปี อีกทั้งยังสามารถขอวงเงินเพิ่มเติม (Top up) สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยใช้อัตราดอกเบี้ย Prime Rate ของ EXIM BANK ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.25% ต่อปี

EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญกับภัยพิบัติหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยลูกค้าที่ประสงค์จะเข้าร่วมมาตรการสามารถลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ www.exim.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 และ Facebook Inbox: EXIM Bank of Thailand

 7.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์

ไอแบงก์ ประกาศมาตรการ “ไอแบงก์ ไม่ทิ้งกัน” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีแนวทางช่วยเหลือครอบคลุมทั้งลูกค้ารายเดิมและลูกค้ารายใหม่

สำหรับลูกค้ารายเดิม ไอแบงก์เปิดให้เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและกำไร สูงสุดเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระในช่วงวิกฤต ขณะที่ลูกค้ารายเดิมและลูกค้าใหม่สามารถยื่นขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ในอัตรากำไรพิเศษปีแรกเพียง 1.99% ต่อปี รวมถึงสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท อัตรากำไรปีแรก 3.25% ต่อปี โดยทั้งสองประเภทมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดถึง 5 ปี

นอกจากนี้ ไอแบงก์ยังเร่งดำเนินการเคลมสินไหมประกันภัยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่านกระบวนการเร่งด่วน (Fast Track) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยเปิดให้ยื่นคำขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ณ สาขาของไอแบงก์ทั่วประเทศ

8.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้แสดงความห่วงใยต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อร้านค้าและสถานประกอบการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสภาพคล่อง และสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเดินหน้าต่อได้โดยเร็ว

โดยมาตรการที่ประกาศออกมาประกอบด้วย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับลูกค้า บสย. ที่มีภาระชำระค่าธรรมเนียมในช่วงวันที่ 28 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 และการพักชำระค่างวดจำนวน 3 งวด สำหรับลูกหนี้ของ บสย. ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระภายใต้แผนปรับโครงสร้างหนี้ โดยผู้ที่ไม่ผิดนัดชำระสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการได้ในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน บสย. ได้สั่งการให้สำนักงานเขตทั่วประเทศเร่งสำรวจ ตรวจสอบความเสียหาย และประชาสัมพันธ์มาตรการเยียวยาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตรียมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความจำเป็น โดยผู้ประกอบการ SMEs ทั้งกลุ่มลูกค้าและลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเขต บสย. ใกล้บ้าน หรือผ่านช่องทาง LINE OA: @tcgfirst และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

Back to top button