
เปิดโผ 23 หุ้นพุ่งแรง “ไตรมาส 1/68” ชนะตลาด ชู NCAP ทะยาน 50%
ส่อง 23 หุ้นเด่นในไตรมาส 1/68 ชนะตลาด พร้อมชู 5 หุ้นเด่น ได้แก่ NCAP, TFG, PT, BCPG, KTB, TEAMG มีสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง ชู NCAP ทะยาน 50%
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมข้อมูลราคาหุ้นกลุ่ม SET ที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงในช่วงไตรมาส 1/68 ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นหลายตัวที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเปรียบข้อมูลราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 – 31 มี.ค.68 โดยพบ 23 หลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นเกิน 10% ประกอบด้วย NCAP, CIMBT, TFG, PT, ROCK, BCPG, MIT, S11, BUI, TFM, GGC, PM, KTB, GABLE, MCS, AURA, TEAMG, AIT, NYT, AIE, IP, BTG และ TPCS
โดยชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/2568 ซึ่งดัชนี ณ วันที่ 31 มี.ค.68 ปิดอยู่ที่ระดับ 1,158.09 จุด ขณะที่วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 1,400.21 จุด ปรับตัวลดลง 242.12 จุด หรือ 17.29% สำหรับปัจจัยสำคัญกดดันตลาดทั้งต่างประเทศ สาเหตุจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าและทิศทางนโยบายภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการค้าโลกและสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดทุนทั่วโลก
อีกทั้งยังมีความกดดันในประเทศ การเปลี่ยนแปลงมาตรการด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การปรับปรุงเกณฑ์ Short Selling และ Robot Trading ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดในระยะสั้น รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขวางหลักประกันมาร์จิ้นที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนต้องลดสถานะการลงทุน
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1/2568 พบว่ามีหลายหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทั้งในแง่ของการปรับตัวของราคาและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจจากนักลงทุนต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว สามารถคัดเลือกออกมาเป็นหุ้นเด่นที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน ได้แก่ NCAP, TFG, PT, BCPG, KTB, TEAMG
บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP โดยในวันที่ 31 มี.ค.68 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 2.16 บาท ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 1.46 บาท ปรับตัวขึ้น 0.70 บาท หรือ 49.95% ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในส่วนภาพรวมปี 2568 บริษัทประเมินแนวโน้มความต้องการสินเชื่อรถจักรยานยนต์ยังคงแข็งแกร่ง โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ซึ่งคาดว่าพอร์ตสินเชื่อสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท
บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG โดยในวันที่ 31 มี.ค.68 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 4.50 บาท ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 3.38 บาท ปรับตัวขึ้น 1.12 บาท หรือ 33.14% ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนเก็งกำไรต่อเนื่อง หลังบริษัทประกาศผลประกอบการปี 67 เติบโตโดดเด่น จากราคาไก่และปริมาณที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสุกรและปริมาณในประเทศเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่ บล.ทิสโก้ ระบุว่าแนวโน้มไตรมาส 1/68 คาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า จากราคาปศุสัตว์ทั้งไก่และสุกรที่เพิ่มขึ้น โดยราคาสุกรปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ทั่วโลกที่ลดลงจากโรค ASF ยังคงระบาด
ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ และกากถั่วเหลือยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำส่งผลให้อัตรามาร์จิ้นดีขึ้น โดยทางฝ่ายวิจัยปรับประมาณการปี 67-68 เพิ่มขึ้นจากคาดเดิม 59% และ 68% ธุรกิจสุกรที่ดีขึ้นในไทย และเวียดนามและการขยายร้านค้าปลีก โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.90 บาท
บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG โดยในวันที่ 31 มี.ค.68 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 6.90 บาท ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 5.55 บาท ปรับตัวขึ้น 1.35 บาท หรือ 24.32% ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนเก็งกำไรต่อเนื่อง หลังผลมาจากผลการดำเนินงานงวดปี 67 มีกำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่ง จากการรับรู้ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป. ลาว จากปรากฎการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ด้าน บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงประมาณการกำไรปี 68 อยู่ที่ 1,583 ล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 1/68 อยู่ที่ราว 250-300 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า
โดยมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสเคลื่อนไหวดีกว่ากลุ่มฯ จากความเสี่ยงเชิงนโยบายที่มีต่ำ เนื่องจากมีสัดส่วนกำลังการผลิตในประเทศเพียง 10% และผลประกอบการที่คาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 68 ที่มีความชัดเจน โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 68 ที่ 9.50 บาทต่อหุ้น
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยในวันที่ 31 มี.ค.68 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 24.10 บาท ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 21.00 บาท ปรับตัวขึ้น 3.10 บาท หรือ 14.76% ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนเก็งกำไรต่อเนื่อง หลังผลประกอบการปี 67 มีกำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มาจากจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและ มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 68 จะอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท เติบโตได้อีก 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/68 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า จากสำรองฯ ที่จะลดลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาท
บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG โดยในวันที่ 31 มี.ค.68 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 3.04 บาท ขณะที่ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.67 ปิดอยู่ที่ระดับ 2.68 บาท ปรับตัวขึ้น 0.36 บาท หรือ 13.43% ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนเก็งกำไรต่อเนื่อง หลังผลประกอบการปี 67 เติบโตแข็งแกร่ง เป็นผลมาจากธุรกิจหลักของบริษัทในการให้บริการด้านการศึกษาออกแบบงานวิศวกรรมในหลากหลายสาขา รวมถึงงานควบคุมโครงการ ทั้งในภาครัฐและเอกชนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง