
GULF เปิดเทรด 49.25 บาท โบรกชี้ปรับโครงสร้างใหม่ “กำไรแกร่ง” ชูเป้า 63 บ. อัพไซด์ 28%
GULF โฉมใหม่! เปิดเทรดวันแรก 49.25 บาท โบรกชี้ปรับโครงสร้างใหม่ “กำไรแกร่ง” ชูเป้า 63 บาท อัพไซด์ 28% “ยุพาพิน” มั่นใจมาร์เก็ตแคปเติบโตต่อเนื่อง ตามผลประกอบการหลังรวม INTUCH ล่าสุดทริสอัพเครดิตใหม่เป็น AA- เชื่อกด D/E ลดฮวบเหลือ 0.8 เท่า จากเดิม 1.8 เท่า ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% ไตรมาส 2/68 รับรู้เงินปันผล 808 ล้านบาท จากการลงทุน KBANK จับตามาร์เก็ตแคป GULF มีลุ้นแตะ 1 ล้านล้านบาท ขึ้นเบอร์หนึ่งตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(3 เม.ย.68) ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กลับเข้ามาเทรดวันแรก โดยราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 49.50 บาท ราคาสูงสุด 50.50 บาท ราคาต่ำสุด 48.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.26 พันล้านบาท
ทั้งนี้ GULF โฉมใหม่ (หลังควบกิจการบริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ INTUCH) จำนวน 14,939.84 ล้านหุ้น กลับมาซื้อขายเป็นวันแรก หลังถูกพักการซื้อขาย(SP) ช่วงระหว่างวันที่ 21 มี.ค.-2 เม.ย.68 ที่ผ่านมา โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีการกำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด(Ceiling & Floor) โดยราคาปิดครั้งสุดท้าย(20 มี.ค.68) GULF(เดิม) ปิดที่ 49.75 บาท และ INTUCH ปิดที่ 81.50 บาท หลังจากสวอปเป็นหุ้น GULF(ใหม่) ราคาใหม่ตามสูตร Swap Ratio จะอยู่ที่ 48.30 บาท และถือเป็นราคาอ้างอิงที่ใช้เริ่มต้นการเทรดวันนี้ โดยมีการประเมินว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปเข้ามาอย่างคึกคัก ทำให้มูลค่าซื้อขายหุ้น GULF วันแรกจะไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
ด้านนางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยกับ”ข่าวหุ้นธุรกิจ”ว่า ภายหลังจากการควบรวมกิจการแล้ว GULF จะกลับมาอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้มั่นใจว่ามาร์เก็ตแคปจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยบริษัทยังขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องรวมทั้งธุรกิจดิจิทัลด้วย โดยส่วนแบ่งกำไรกลุ่มธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ 60% และกลุ่มธุรกิจดิจิทัลอยู่ที่ 40%
ล่าสุด GULF ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเป็น AA- สะท้อนถึงความสำเร็จของการควบรวมกิจการที่ไม่เพียงแต่จะขยายขนาดสินทรัพย์ ฐานทุน และ EBITDA ให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ตัวชี้วัดเครดิตและความสามารถในการลงทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้หลังจากการควบรวมกิจการ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio)ของบริษัทใหม่จะลดลง เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป
ภายหลังควบรวมกิจการ GULF จะก้าวสู่การเป็นบริษัทพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค พร้อมศักย ภาพการขยายโอกาสการลงทุนสู่ภาคธุรกิจที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจพลังงานและธุรกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนระยะยาว นอกจากนี้บริษัทจะมีโครงสร้างธุรกิจแข็งแกร่งและครบวงจรยิ่งขึ้น ครอบคลุมธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและการลงทุน
โดย GULF จะมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะมีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นใน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เป็น 40.44% จากเดิมถือทางอ้อมในสัดส่วน 19.16% ส่งผลให้ได้รับส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกัน กระแสเงินสดจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทในอนาคต รวมถึงอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.8 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.8 เท่า และอันดับเครดิตเรทติ้งจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง จากเดิมที่มีต้นทุนเงินกู้ที่ระดับ 3%
ในปี 2568 บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้น 20-25% โดยโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ ของบริษัทจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ในปีนี้ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง หรือ HKP หน่วยผลิตที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ ที่ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเรียบร้อยตามกำหนดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar Farms with Battery Energy Storage Systems) ภายในประเทศ ที่มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 7 โครงการ กำลังรผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีกประมาณ 100 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ธุรกิจศูนย์ข้อมูล(Data Center) เริ่มทยอยเปิดให้บริการเฟสแรก ขนาด 25 เมกะวัตต์ ช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยบริษัทมีแผนขยายขนาดการให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 100-200 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่ม ขึ้นในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศไทย
ทั้งนี้ไตรมาส 2/68 GULF จะรับรู้เงินปันผลจาก KBNAK ตามสัดส่วนการถือหุ้น 3.25% เข้ามาประมาณ 808.5 ล้านบาท ทั้งนี้ GULF แจ้งสรุปผลการดำเนินงานในงบการเงินรวมเสมือนปี 2567(ตรวจสอบแล้ว)สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีกำไรสุทธิ 21,382.85 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.43 บาท เพิ่มขึ้น 19.31% เมื่อเทียบกำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 17,922.66 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.20 บาท
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย GULF ที่ 72 บาท และคาดว่าวอลุ่มเทรดวันนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทและที่น่าจับตาว่ากองทุนต่างๆ จะเข้ามาลงทุนใหม่ หลังจากกัลฟ์เข้ามาเทรดรอบนี้ ส่วนมาร์เก็ตแคปของ GULF จะถึง 1 ล้านล้านบาทหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผลการดำเนินงานของบริษัทใหม่ และภาวะตลาดหุ้นของไทย
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด(มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” GULF ที่ราคาเป้าหมาย 56.5 บาทต่อหุ้น เนื่องจาก GULF ยังคงโดดเด่นสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า ภายใต้โครงสร้างธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP และ Renewables เป็นหลัก ทำให้ GULF มีความมั่นคงทั้งในแง่ของกำไร และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ Operating Cashflow รวมทั้งมีจำนวนเมกะวัตต์เติบโตปี 2568-2569 ประมาณ 6% CAGR ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์และพลังงานน้ำที่รอ COD ไปถึงปี 2572-2576 อีก 2,473 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น Equity MW ส่วนเพิ่ม 20% จากปัจจุบัน โดยหากมองบนกำไรปัจจุบันสัดส่วนกำไรจะมาจาก GULF (ธุรกิจพลังงาน) 63% และ INTUCH เดิม (ธุรกิจ Telecom) 37%
ทั้งนี้คาดกำไรปกติปี 2568-2570 ของ GULF ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องที่ 2.6 หมื่นล้านบาท บนการเติบโตเฉลี่ย 18% CAGR โดยมีกำไรเติบโต 43% ในปี 2568, 6% ในปี 2569 และ7% ในปี 2570 ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจาก Equity MW ของโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังทยอย COD (ได้แก่ HKP 755 เมะวัตต์, BPG 210 เมกะวัตต์, และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,570 เมกะวัตต์) รวมทั้งการเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ประมาณ 5% ต่อปี และคาดอัตรากำไรขั้นต้น เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซลดลงในปี 2569-2570 ไปอยู่ที่บริเวณ 302 และ 281 บาทต่อล้านบีทียู (เทียบกับสมมติฐานปี 2568 ที่ 330 บาทต่อล้านบีทียู) โดยบนประมาณการปัจจุบัน ยังไม่รวม Upside จาก Potential project หลังการควบรวมกิจการ
นอกจากนี้หลังการควบรวมคาดมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของ GULF อยู่ที่ 7.3 แสนล้านบาท บนอัตราส่วน IBD/E ของ GULF คาดว่าจะลดลงเหลือ 0.7 เท่า หลังการควบรวมกิจการจะเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถกู้ยืมเพิ่มได้ 3 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันมีโครงการที่มีศักยภาพที่ยังไม่ได้รวมเข้ามาในประมาณการณ์ ได้แก่ การลงทุนเพิ่มเติมในพลังงานหมุนเวียนจากความสามารถในการกู้เพิ่ม(Debt headroom)ดังกล่าว จึงมีการทำการวิเคราะห์ความแปร(Sensitivity analysis) โดยสมมติว่า หากเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในรูปแบบพลังงานโซลาร์,พลังงานน้ำ, พลังงานลม จะสร้างกำไรส่วนเพิ่มในกรอบ 9,000-17,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นตามกรอบ 7.60-13.40 บาท และเป็นอัพไซด์จากประมาณการปี 2569 ประมาณ 34-64%
บริษัทกหลักทรัพย์เคจีไอ(ประเทศไทย) ระบุว่า GULF ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรจาก “A+” เป็น “AA-” (1 ระดับ) โดย TRIS Rating พร้อมเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทฯ จาก “A” เป็น “AA-” (2 ระดับ) ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้น และลดความซับซ้อนของธุรกิจพร้อมเติบโตต่อเนื่อง
โดยมองบวกกับอันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นนี้ และถือเป็นสิ่งแรกที่เห็นหลังควบรวมเป็น GULF ใหม่ ระหว่างที่รอแรงหนุนระยะยาวจากการขยายการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและ ICT โดยประเมินว่า credit rating ที่ดีขึ้น 1 notch เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่อาจลดลงประมาณ 0.2-0.4% ทำให้คำนวณได้ว่าทุกๆ 0.25% ที่ลดลงต่อปีจะทำให้ GULF มีดอกเบี้ยลดลงราว 800 ล้านบาทต่อปี จากหนี้ที่มีราว 3.15 แสนล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ GULF หลังควบรวมกิจการแล้วเป็นบริษัทใหม่ ฝ่ายวิจัยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 70 บาทต่อหุ้น ถือว่าพื้นฐานแข็งแกร่งมาก โดยพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าเป็น IPP เกือบทั้งหมด จึงไม่รับผลกระทบจากการลดค่าอัตราไฟฟ้าผันแปร หรือ FT ของภาครัฐฯ และยังมีธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจท่าเรือที่จะมาช่วยหนุนการเติบโต รวมไปถึงการเข้าไปลงทุนใน ADVANC และ KBANK สำหรับปี 2568 ผลการดำเนินงาน GULF คาดว่าจะมีกำไรปกติประมาณ 22,800 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 20% จากปี 67
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส จำกัด(มหาชน) คงมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2568 ของ GULF อยู่ที่ 68.25 บาท คงคำแนะนำ Outperform จากความโดดเด่นด้านปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว พร้อมโอกาสเกิด synergyในธุรกิจใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกรวมไว้ในประมาณการ เน้นหาจังหวะเข้าสะสมลงทุนระยะยาว
แหล่งข่าวจากบริษัทจัดการกองทุนรวม กล่าวกับ“ข่าวหุ้นธุรกิจ”ว่า มีมุมมองของผู้จัดการกองทุนจะออกมาเป็นเชิงบวก กรณีหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันนี้(3 เม.ย.) หลังควบรวมกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยเริ่มจาก GULF จะมีมูลหนี้ลดลงและมีเงินสดในมือมากขึ้น เนื่องจาก INTUCH มีหนี้สินค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับ GULF ในอดีต
พร้อมกันนี้มีมุมองเป็นบวกต่อหุ้น GULF ในประเด็นเข้าลงทุนหุ้น KBANK เช่นกัน ด้วยเหตุผลเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้มั่นคง จากธนาคารกสิกรไทย ที่มีการจ่ายเงินปันผลระดับสูง