IFA ชี้ PLANB เพิ่มทุนพีพี 7 บาท-ซื้อหุ้น “HELLO” 4 พันลบ. เหมาะสม แนะผู้ถือหุ้นไฟเขียว

ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระชี้ PLANB เพิ่มทุน PP ราคา 7 บาท พร้อมเข้าซื้อ HELLO มูลค่า 4 พันล้านบาท เหมาะสม มีราคาสมเหตุสมผล แนะผู้ถือหุ้นไฟเขียว ช่วยเพิ่มรายได้และผลกำไรจากการเป็นเจ้าของสื่อ OOH


บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (OOH) ด้วยการผนึกกำลังกับบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI เพื่อขยายเครือข่ายสื่อโฆษณาและเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจ OOH โดย VGI แต่งตั้งให้ PLANB เป็นผู้แทนจำหน่าย บริหารการตลาด และจัดการสื่อทั้งหมดในเครือ VGI ซึ่งประกอบด้วยสื่อบนรถไฟฟ้า 84 สถานี สำนักงานและอาคารคอนโดรวม 210 แห่ง รวมถึง BTS Column 132 จอ ป้ายกล่องไฟ 137 ป้าย ป้ายภาพนิ่ง 220 ป้าย และ Skywalk ช่องนนทรี 23 ป้าย โดยมีระยะเวลาสัญญา 5 ปี

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท PLANB ยังได้อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท ฮัลโล บางกอก แอล อี ดี จำกัด (Hello LED) ด้วยมูลค่าลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่ายป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่และจอ LED ที่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 178 ป้าย ซึ่งการลงทุนนี้จะใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดของบริษัท การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบ Private Placement (PP) จำนวน 285.7 ล้านหุ้น ที่ราคา 7.00 บาทต่อหุ้น คาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท

การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวของ PLANB โดยมุ่งขยายเครือข่ายสื่อ เพิ่มศักยภาพการขาย และบริหารสื่อโฆษณาได้ครบวงจร พร้อมเพิ่มความสามารถในการผลิตและบริหารสื่อโฆษณามูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ PLANB ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการเติบโตของสื่อออนไลน์จากแพลตฟอร์มระดับโลกที่เข้ามาแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา

ขณะเดียวกัน บริษัท สยาม อัลฟา แคปปิตอล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียดและพิจารณาแล้วเห็นว่า การเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์และรายการที่เกี่ยวโยงกันของ PLANB เป็นธุรกรรมที่มีความสมเหตุสมผล

โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระได้ใช้วิธีประเมินมูลค่าแบบผลรวมของแต่ละส่วนและวิธีเปรียบเทียบราคาตลาดเพื่อประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้น PLANB ซึ่งอยู่ในช่วง 5.72 – 9.02 บาทต่อหุ้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาเสนอขายที่ 7.00 บาทต่อหุ้น พบว่ามีส่วนต่างจากราคาประเมินอยู่ที่ (1.28) – 2.02 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระจึงเห็นว่าการกำหนดราคาเสนอขายดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล

สำหรับการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นธุรกรรมที่ มีความเหมาะสม และแนะนำให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติการทำรายการ

ทั้งนี้ การดำเนินการครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของ PLANB โดยช่วยเพิ่มรายได้และผลกำไรจากการเป็นเจ้าของสื่อ OOH โดยตรง ในด้านฐานะทางการเงิน แม้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น แต่โดยรวมแล้วไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ธุรกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนของ PLANB ในระยะยาว และช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม OOH

ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่าวิธีที่เหมาะสมในการนำมาใช้ประเมินมูลค่ายุติธรรมของกิจการของ HELLO ได้แก่วิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสด ซึ่งจะทำให้เท่ากับ 4,078.24 ล้านบาท และจากการวิเคราะห์ความไว โดยการเปลี่ยนแปลงDiscount Rate และ Terminal Growth Pate จะได้มูลค่ายุติธรรมหุ้นสามัญ HELLO อยู่ระหว่าง 3,759.23 – 4,469.60 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ตกลงเข้าทำรายการในครั้งนี้เป็นมูลค่า 4,000.00 ล้านบาท นั้นจะมีมูลค่าสูง (ต่ำ) กว่าราคาเมินเท่ากับ (240.77) – 469.60 ล้านบาท ดังนั้นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระจึงเห็นว่าราคาเสนอขายเงินลง HELLO ดังกล่าวเป็นราคาที่ มีความเหมาะสม

จากการพิจารณารายละเอียดการเข้าฟ้ารายการในครั้งนี้ ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่าการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์และรายการเกี่ยวโยงกันของบริษัทมีความสมเหตุสมผล ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นควร อนุมัติการทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์และรายการที่เกี่ยวโยงกันโดยการเข้าทำธุรกรรมการเข้าหุ้นสามัญของ HELLO

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่าธุรกรรมการเข้าซื้อหุ้น HELLO จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในหลายด้าน ดังนี้

เพิ่มศักยภาพในการเป็นเจ้าของสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home Media)

ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้บริหารจัดการสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย การเข้าซื้อหุ้น HELLO จะช่วยให้บริษัทเปลี่ยนสถานะจากผู้บริหารจัดการเป็นเจ้าของสื่อโดยตรง โดยเฉพาะ สื่อโฆษณาประเภทภาพนิ่ง (Static Billboard) และสื่อโฆษณาดิจิทัล (Digital Billboard) ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพสูง เช่น ย่านธุรกิจและพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น การเป็นเจ้าของสื่อโดยตรงช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมคุณภาพและบริหารจัดการสื่อได้อย่างเต็มรูปแบบ

ขยายความครอบคลุมและความหลากหลายของสื่อโฆษณา
การเป็นเจ้าของสื่อโฆษณาโดยตรงช่วยให้บริษัทสามารถขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เช่น เมืองใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น นอกจากนี้ ยังเพิ่มความหลากหลายของประเภทสื่อ เช่น Static Billboard และ Digital Billboard เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

สร้างความยั่งยืนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ธุรกรรมการเข้าซื้อหุ้น HELLO จะช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเป็นเจ้าของสื่อเองช่วยให้บริษัทสามารถสร้าง รายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง พร้อมโอกาสในการพัฒนาสื่อโฆษณาที่ทันสมัยและขยายเครือข่ายการให้บริการให้ครอบคลุมมากขึ้น

ลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
การเป็นเจ้าของสื่อโดยตรงช่วย ลดต้นทุน ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าสื่อโฆษณาหรือการพึ่งพาบุคคลภายนอก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาและบริหารจัดการสื่อโฆษณา เช่น การอัปเดตสื่อดิจิทัลหรือการปรับปรุงสื่อบิลบอร์ด ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว

เสริมสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าและนักลงทุน
การเป็นเจ้าของสื่อโฆษณาโดยตรงช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทในฐานะ ผู้นำด้านสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในด้านคุณภาพและความพร้อมในการให้บริการที่ครบวงจร นอกจากนี้ ธุรกรรมการเข้าซื้อหุ้น HELLO ยังสะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สินและการขยายธุรกิจตามเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท

สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของตลาด
อุตสาหกรรมสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจเมืองและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน การเข้าซื้อหุ้น HELLO จะช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

Back to top button