
“ฐกฤต” ชี้ เทรดวอร์กดดัน SET ต่อ แนะเก็งกำไร 2 หุ้นเด่น
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ มองนโยบายภาษีสหรัฐ-ราคาพลังงานร่วง กดดัน SET ต่อเนื่อง แนะนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น GULF- CPALL จากปัจจัยเฉพาะตัว
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” วันนี้ (4 เมษายน 2568) ว่าแนวโน้ม SET Index ยังได้แรงกดดันจากปัจจัยนโยบายเรียกเก็บภาษีของสหรัฐ ขณะที่ กลุ่มพลังงาน ยังกดดันต่อตลาดภายหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงแรงถึง 6.5%
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังมองว่าอาจมีปัจจัยบวกที่หนุนตลาดได้จากกลุ่ม Anti commodity อาทิ พลังงานไฟฟ้า กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึงกลุ่มสายการบิน
ส่วนจะปรับเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนช่วงนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะนำ “Selective Buy” เนื่องมาจากภาพรวมของตลาดยังคงมีความเสี่ยงอยู่ อาทิ ในกลุ่มหุ้นสายการบิน ที่ทิศทางหุ้นในกลุ่มนี้ยังเป็นขาลง โดยแนะนำเข้า “เก็งกำไร” ระยะสั้น อาทิ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างอย่าง บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO และสุดท้ายกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ฝ่ายนักวิเคราะห์มองบวกมากที่สุด ซึ่งแนะพักเงินในกลุ่มนี้จากการเป็นกลุ่ม Defensive รับมือจากปัจจัยตลาดผันผวนได้ ยกตัวอย่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ภายหลังกลับเข้ามาเทรดใหม่อีกครั้ง และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC
สำหรับประเด็นที่ว่ากลุ่มส่งออกปรับตัวลงแรงเมื่อวันที่ 3 เมษายน ได้ตอบรับปัจจัยกดดันไปมากเพียงพอหรือไม่นั้น ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มของกลุ่มส่งออกยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กรณีของประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนว่าไทยพร้อมเข้าร่วมการเจรจา และเกิดขึ้นจริง อาจช่วยคลายความกังวลในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามจากภาวะส่งครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่ ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดอย่างเพิ่มเติม
ในขณะที่ นักวิเคราะห์ยังมีความไม่แน่ชัดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ สมมติมีการเพิ่มการนำเข้าสินค้าในหมวดเกษตรกรรมหรือพลังงานของสหรัฐ และน้ำเสียงของนโยบายออกมาในเชิงผ่อนคลาย สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดแรงเก็งกำไรระยะสั้นในฝั่งของหุ้นกลุ่มส่งออกที่ปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ได้ ทั้งนี้ มองว่าท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แสดงออกชัดเจนว่าอยากให้บรรดาประเทศต่างๆ เข้าเจราเพื่อจุดประสงค์นำเข้าสินค้าจากสหรัฐให้มาขึ้น
ส่วนประเด็นหากประเทศใหญ่ดำเนินมาตรการตอบโต้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนในไทย ซึ่งสถานการณ์ปี 2560 เกิดสงครามการค้าประเทศไทยกลับได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการลงทุนบางส่วน
แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยไทยเองก็ถูกจัดเก็บภาษีเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทำให้โอกาสในการได้รับประโยชน์ดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางที่สุดแล้ว สงครามการค้าที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย และหากมองว่าในตลาดหุ้นประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งมองว่า SET Index ตอบรับปัจจัยดังกล่าวมามากพอแล้ว
ส่วนประเด็น GDP ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลง โดยบางสำนักวิจัยประเมินว่าอัตราการเติบโตอาจเหลือเพียงประมาณ 1% กว่า ๆ ในขณะที่บางสำนักมองในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) ว่า GDP ในปีนี้อาจติดลบ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือไม่นั้น ฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี ประเมินว่า แม้จะมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่หากอัตราภาษียังคงอยู่ที่ระดับ 36-37% ผลกระทบเชิงลบต่อ มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 10% อาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยราว 1%
ทั้งนี้ ผลกระทบต่อภาคตลาดทุนคาดว่าจะกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่น กลุ่มเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเล กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ธนาคาร และนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามมองว่า กลุ่มบางกลุ่มยังคงมีความแข็งแกร่ง เช่น กลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ฝ่ายประเมินว่า กำไรต่อหุ้นตลาด Earnings Per Share (EPS) of the Market อาจปรับลดลงจาก 90 บาท ประมาณ 3 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 87 บาท ซึ่งหากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับดังกล่าว เป้าหมายดัชนีที่เคยตั้งไว้ที่ 1,430 จุด จะปรับลดลงตามไป จะทำให้ดัชนีอยู่ในช่วงประมาณ 1,300 จุด นับว่าเป็นกลางๆ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะนำเข้าลงทุนหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยหาลง จากข้อมูลล่าสุด ตลาดมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง ซึ่งเป็นการปรับคาดการณ์จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการภาษีของทางรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ดอกเบี้ยภายในประเทศคาดการณ์อาจปรับลดมากกว่า 1 ครั้ง ภายในปีนี้
โดยจากปัจจัยดังกล่าวแนะนำลงทุน กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล สื่อสาร และกลุ่มพลังาน ซึ่งหากลงทุนระยะสั้น แนะนำ 2 หุ้น คือ GULF จากปัจจัยสนับสนุนดอกเบี้ยขาลง รวมไปถึงราคาพลังงานน้ามันปรับตัวลง โดยให้ราคาเหมาะสม อยู่ที่ 56.5 บาท
นอกจากนี้ แนะนำ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เมื่อวานนี้ หากพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบว่าเซกเตอร์เดียวที่มีการปรับตัวขึ้นคือเซกเตอร์ค้าปลีก (Consumer Staples) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สามารถเห็นได้ชัดเจน
ในกรณีของ CPALL ที่มีลักษณะเป็นหุ้นที่มีมูลค่าลึก (Deep Value) และได้รับประโยชน์จากแนวโน้มต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทในแง่ของการควบคุมต้นทุน จากการประเมินของนักวิเคราะห์พื้นฐานของเรา CPALL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีศักยภาพในการประกาศซื้อหุ้นคืน โดยให้ราคาเหมาะสม อยู่ที่ 80 บาท