
เปิด 9 หุ้น mai ไตรมาส 1 ราคาพุ่งเกิน 10% HYDRO ทะยานแรง 10 เท่าตัว!
เปิดโผ 9 หุ้น mai ไตรมาส 1/68 ปรับตัวบวกสวนทางดัชนี SET รูดกว่า 17% รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก-การเมืองในประเทศ นักวิเคราะห์แนะจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่าทีเฟดเป็นปัจจัยชี้ทิศทางฟื้นตัวไตรมาส 2/68
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงไตรมาส 1/68 ซึ่งจะเทียบกับราคาปิดวันที่ 30 ธันวาคม 2566 และราคาปิดล่าสุด (31 มีนาคม 2568) ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยหุ้นในตลาด mai ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบไตรมาส 1/68 มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัท ไฮโดรเท็ค จำกัด (มหาชน) หรือ HYDRO, บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JCKH, บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE, บริษัท เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TPS, บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน) หรือ QLT, บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) หรือ K, บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS, บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD และ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ PICO
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี SET Index ปิด ณ สิ้นเดือนมีนาคมที่ระดับ 1,158.09 จุด ลดลง 242.12 จุด หรือคิดเป็นกว่า 17% จากระดับสิ้นปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะตลาดที่เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า เดือนมกราคม 2568 SET Index ปรับลดลง 6.10% ปิดที่ระดับ 1,314.50 จุด ก่อนจะปรับลดลงต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์อีก 8.40% ปิดที่ระดับ 1,203.72 จุด และลดลงอีกในเดือนมีนาคมจนหลุดระดับ 1,200 จุดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
โดยอีกหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นไทยคือแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดขายสุทธิรวมกว่า 38,000 ล้านบาท ตลอดช่วงไตรมาสแรก สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการส่งสัญญาณขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค
นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อาทิ ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัวตามคาด
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาสถัดไป หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความชัดเจนด้านนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดการเงินในภูมิภาค
นักลงทุนจึงควรจับตาพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสี่ยงทั้งระยะสั้นและระยะยาวในการลงทุนอย่างรอบคอบ