
“แพทองธาร” แจงอีกรอบ! ไทยเร่งเจรจา “สหรัฐ” รับมือภาษีนำเข้าพุ่ง 36%
“รัฐบาลไทย” เร่งเครื่องเจรจาสหรัฐฯ หลังโดนมาตรการภาษีสูง 36% กระทบส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร-อิเล็กทรอนิกส์ จ่อดันข้อเสนอเชิงรุกย้ำสถานะพันธมิตรเศรษฐกิจ
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของไทยในการค้าระหว่างประเทศ
รัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อวางแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ โดยมีการหารือร่วมกับภาคเอกชนและตัวแทนจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อเตรียมการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า เพื่อพบปะหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และกลุ่มผู้มีบทบาทในนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลไทยมีข้อเสนอที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลทางการค้า อาทิ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ในกลุ่มพลังงาน อากาศยาน และสินค้าเกษตร รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน พร้อมเสนอแนวทางลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ
รัฐบาลยังเตรียมมาตรการเสริมในการปราบปรามการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ พร้อมทั้งเร่งกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทยผ่านการขยายตลาดส่งออกใหม่ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการเร่งเจรจาเปิดเสรีทางการค้า (FTA) กับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรป และอินเดีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง โดยเตรียมมาตรการเยียวยาในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในระดับ SME และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พร้อมยืนยันว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยจะยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ โดยมีกำหนดการสรุปแนวทางในที่ประชุมใหญ่ร่วมคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 8 เมษายนนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยจะยืนหยัดในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แข็งแรง และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก