GPSC ลุ้นกำไร Q3 โต 30% แตะ 1.3 พันล้าน รับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ-IPP หนุน โบรกชูเป้า 60 บาท

GPSC ลุ้นกำไรไตรมาส 3/69 แตะ 1.3 พันล้านบาท โต 30% รับแรงหนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำและส่วนแบ่งกำไรฟื้น แม้ต้นทุนก๊าซ-ถ่านหินสูงกดดันมาร์จิ้น ด้าน บล.ดาโอ คาดกำไรปี 70 ฟื้นแตะ 7.1 พันล้านบาท พร้อมแนะ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC โดยคาดว่าไตรมาส 3/2569 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,500 ล้านบาท ลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 16% จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า SYE และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าบริษัทจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 22% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการทำกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

สำหรับรายได้ไตรมาส 3/2569 คาดอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4% จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ที่คาดว่าจะลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญาขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ของโครงการ Glow SPP 11

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะได้รับปัจจัยชดเชยบางส่วนจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 16.23 สตางค์ต่อหน่วย จาก 14.06 สตางค์ต่อหน่วยในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ความต้องการใช้ไอน้ำ (Steam Demand) คาดว่าจะทรงตัว โดยเพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสก่อน

ด้านกำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 3,100 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 400 บาทต่อล้านบีทียู จาก 360 บาทต่อล้านบีทียูในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ราคาถ่านหินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 132 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จาก 116 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในไตรมาสก่อน

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 14.7% จาก 15.8% ในไตรมาส 3/2568 และไตรมาส 2/2569 แม้บริษัทจะได้รับประโยชน์จากค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า GHECO-1 ที่ฟื้นตัวจากผลขาดทุนสต๊อกถ่านหินที่ลดลง แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนคาดว่าจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 171 ล้านบาท จากที่เคยรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 415 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากส่วนแบ่งกำไร 166 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (XPCL) ที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งตามปริมาณน้ำในฤดูฝน ส่งผลให้ปริมาณผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ปริมาณผลิตไฟฟ้าเติบโต 7%

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานลม CFXD ยังได้รับประโยชน์จากความเร็วลมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (CUF) ปรับตัวดีขึ้นจาก 20% เป็น 26% ประกอบกับการรับรู้รายได้จากการเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา (LD Claim) ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไรของ Avaada ที่คาดว่าจะชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล

ทั้งนี้ บล.ดาโอ ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2569 ลง 6% เหลือ 6,500 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน จากประมาณการเดิมที่ 6,900 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินอยู่ในระดับสูงและยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ โดยแรงกดดันดังกล่าวจะเริ่มสะท้อนต่อผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4/2569

สำหรับปี 2570 ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติที่ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า GHECO-1 ที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังการซ่อมบำรุงใหญ่ (Major Overhaul) รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า XPCL และ CFXD ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับดี

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยฝ่ายวิจัยประเมินราคาก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 4/2569 ที่ประมาณ 435 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งสูงกว่าไตรมาส 3/2569 และอาจกดดันอัตรากำไรของบริษัทในระยะสั้น

สำหรับแนวโน้มการเติบโตระยะยาว บล.ดาโอ มองว่า GPSC ยังมีโอกาสขยายการลงทุนจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2026) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั้งในประเทศไทยและอินเดีย จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนใหม่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและต้องใช้เวลาก่อนเริ่มรับรู้ผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวจะเริ่มสะท้อนเข้าสู่ประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

บล.ดาโอ จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GPSC พร้อมราคาเป้าหมาย 60 บาทต่อหุ้น อ้างอิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 6.5% และอัตราการเติบโตระยะยาว (Terminal Growth) ที่ 2.0% โดยมองว่าแม้ผลประกอบการระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน แต่บริษัทยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนและความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจ Data Center ในอนาคต

Back to top button