
โบรกชู PTTEP รับอานิสงส์กฎมีเทน EU เดินหน้า CCS ลดคาร์บอน เคาะเป้า 179 บาท
บล.กรุงศรี ชู PTTEP รับประโยชน์กฎหมายควบคุมมีเทนของ EU หนุนโอกาสส่งออกก๊าซธรรมชาติ พร้อมเดินหน้า CCS แหล่งอาทิตย์ เริ่มกักเก็บ CO₂ ปี 71 ราว 1 ล้านตันต่อปี มองความเสี่ยงภาษีคาร์บอนต่ำ แนะ “ซื้อ” เป้า 179 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยเฉพาะมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติที่สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนได้ตามมาตรฐานมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่การลงทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) จะช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในระยะยาว
ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก เนื่องจากสามารถช่วยรองรับความต้องการใช้พลังงานควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม การควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนจากกระบวนการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สำหรับสหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคพลังงาน โดยตั้งแต่ปี 2570 ผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติจะต้องแสดงหลักฐานว่าก๊าซที่นำเข้าผ่านกระบวนการตรวจวัดและรายงานการปล่อยก๊าซมีเทนตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของยุโรป ก่อนเพิ่มความเข้มงวดในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ภายหลังปี 2573 สหภาพยุโรปจะเพิ่มข้อจำกัดต่อการทำสัญญาใหม่กับผู้ผลิตที่มีการปล่อยก๊าซมีเทนเกินมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดก๊าซธรรมชาติยุโรป ขณะที่ผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซมีเทนได้ตามเกณฑ์จะมีความได้เปรียบมากขึ้น
บล.กรุงศรีประเมินว่า PTTEP มีความพร้อมรองรับกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีการรายงานและควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนตามมาตรฐาน Oil and Gas Methane Partnership 2.0 (OGMP 2.0) ในระดับสูงสุดแล้ว รวมถึงตั้งเป้าลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซมีเทนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 0.2% ภายในปี 2573
ความพร้อมดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ PTTEP สามารถจำหน่ายก๊าซธรรมชาติแก่ตลาดยุโรปได้ภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตบางรายอาจเผชิญข้อจำกัดหากไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดได้
ขณะเดียวกัน บล.กรุงศรียังมองว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยี CCS จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ PTTEP ในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ซึ่งบริษัทตัดสินใจลงทุนในปี 2568 และมีกำหนดเริ่มอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงไปกักเก็บใต้ทะเลในปี 2571
สำหรับโครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานของ PTTEP และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในระยะแรก โครงการ CCS จะมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยตรง ขณะที่ในระยะยาวยังมีโอกาสต่อยอดเป็นธุรกิจให้บริการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม หรือ CCS-as-a-Service หากประเทศไทยมีการพัฒนาตลาดคาร์บอนและออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
บล.กรุงศรีมองว่า PTTEP มีความได้เปรียบในการพัฒนาธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและพื้นที่กักเก็บใต้ดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินโครงการ CCS
นอกจากนี้ หากประเทศไทยเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น โดยเทคโนโลยี CCS ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถรองรับการลดการปล่อยคาร์บอนในปริมาณมากได้ จึงอาจสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ให้แก่ PTTEP ในอนาคต
สำหรับความคืบหน้าด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บล.กรุงศรีอ้างอิงข้อมูลของ PTTEP ว่า บริษัทสามารถลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 19.5% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ส่งผลให้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 ตามแผนที่กำหนดไว้
โดยฝ่ายวิจัยมองว่าความคืบหน้าดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของ PTTEP ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีกว่าผู้ประกอบการหลายรายในกลุ่มพลังงานที่อาจยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือจำเป็นต้องปรับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไป
ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีคาร์บอนของประเทศไทย ทั้งส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีแนวทางจัดเก็บภาษีจากผู้ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ PTTEP มีแนวโน้มเผชิญภาระต้นทุนภาษีคาร์บอนโดยตรงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ บล.กรุงศรีคาดว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิปี 2569 ประมาณ 80,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.18% จากปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติคาดอยู่ที่ 90,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.10% จากปีก่อน
ส่วนปี 2570 คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิประมาณ 72,984 ล้านบาท ลดลง 9.08% จากปี 2569 ขณะที่ปี 2571 คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 68,159 ล้านบาท ลดลงอีก 6.61% โดยปัจจัยสนับสนุนการลงทุนระยะยาวยังอยู่ที่ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี CCS และความได้เปรียบด้านมาตรฐานการควบคุมก๊าซมีเทน
สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTEP พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 179 บาทต่อหุ้น ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 11% โดยมองว่าบริษัทมีจุดแข็งจากการควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนตามมาตรฐานสากล การลงทุน CCS เพื่อรองรับมาตรการลดคาร์บอน และความเสี่ยงด้านภาษีคาร์บอนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในกลุ่มพลังงาน

