โบรกชู EGCO กำไร Q3 เฉียด 2.7 พันล้าน รับโรงไฟฟ้าสหรัฐหนุน เคาะเป้าสูงสุด 187 บาท

สองโบรกประเมิน EGCO กำไรปกติไตรมาส 3/69 ฟื้นแตะ 1.19–1.23 พันล้านบาท โตจากไตรมาสก่อนกว่า 2,500% รับโรงไฟฟ้า QPL-Paju-Linden ฟื้นตัว จับตา 3 ดีลลงทุนสหรัฐฯ หนุนกำไรปี 70 พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 151–187 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ในไตรมาส 3/2569 จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศลาว เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ขณะที่การขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ เพิ่มเติมมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะถัดไป

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า คาดการณ์ EGCO จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติในไตรมาส 3/2569 จำนวน 1,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 2,597% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าหลายแห่งที่กลับมาฟื้นตัว หลังเผชิญปัจจัยกดดันในช่วงก่อนหน้า

สำหรับปัจจัยสนับสนุนประการแรก ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีปริมาณน้ำสูง (High Season) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน

นอกจากนี้ EGCO ยังได้รับปัจจัยบวกจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Paju ES ในประเทศเกาหลีใต้ หลังสามารถปรับราคาขายไฟฟ้าเพื่อสะท้อนต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีระยะเวลาการปรับราคาย้อนหลังประมาณ 1–2 เดือน ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Quezon Power Limited (QPL) ในประเทศฟิลิปปินส์ กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างการปิดซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าว

อีกทั้งบริษัทได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าในตลาดสหรัฐอเมริกา (Capacity Payment) สำหรับรอบเดือนมิถุนายน 2569 ถึงพฤษภาคม 2570 มาอยู่ที่ 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยระบุว่า หากกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะส่งผลให้กำไรปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 67% ของประมาณการกำไรทั้งปี

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บล.หยวนต้าคาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 800–1,000 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากผลกระทบของปัจจัยฤดูกาล โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่อาจมีผลการดำเนินงานชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำและการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 4/2569 จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้า QPL ที่กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง หลังเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าภายใต้สัญญาฉบับใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 รวมถึงค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงขึ้น

นอกจากนี้ EGCO ยังมีโอกาสรับรู้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Pinnacle IV Portfolio ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนการลงทุนรวม 57.91% โดยแบ่งเป็นการถือหุ้นทางตรง 49% และถือหุ้นทางอ้อมผ่าน APEX อีก 17.46% ตามข้อมูลในบทวิเคราะห์

บล.หยวนต้ามองว่า แนวโน้มผลประกอบการของ EGCO มีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว หลังผ่านช่วงที่กำไรอยู่ในระดับต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกา รวมถึงโอกาสเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ทั้งโครงการพลังงานหมุนเวียนและการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)

สำหรับประมาณการผลประกอบการ บล.หยวนต้าคาดว่า EGCO จะมีกำไรปกติปี 2569 จำนวน 3,337 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 4,623 ล้านบาทในปี 2570 หรือเติบโตประมาณ 38.5% ขณะที่ประเมินกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 ที่ 4,337 ล้านบาท และ 4,623 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.หยวนต้ายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น EGCO พร้อมราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 187 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มกำไรที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่เงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 3.25 บาทต่อหุ้น เป็นปัจจัยช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงของราคาหุ้น รวมถึงโอกาสขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าตาม PDP2026 ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตระยะยาว

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า คาดการณ์ EGCO จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 2,685 ล้านบาท พลิกกลับมาจากผลขาดทุนสุทธิ 656 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 305% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิดังกล่าวมีรายการพิเศษสุทธิประมาณ 1,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการขายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า KLU และ BPU

ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติคาดอยู่ที่ 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2,508% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าในต่างประเทศหลายแห่ง

สำหรับโรงไฟฟ้า QPL ในประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะกลับมารับรู้กำไรจากการดำเนินงานตามปกติ หลังจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนประมาณ 687 ล้านบาท เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงเต็มไตรมาส ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Paju ในประเทศเกาหลีใต้มีแนวโน้มสร้างกำไรเพิ่มขึ้น จากอัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวกลับสู่ระดับปกติ และไม่มีการปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสดังกล่าว

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Linden ในสหรัฐอเมริกายังมีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน จากอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามฤดูกาล

ทั้งนี้ บล.กรุงศรีประเมินว่า หากกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะส่งผลให้กำไรปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 69% ของประมาณการทั้งปี โดยยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 3,170 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยได้ปรับมุมมองเชิงบวกต่อการขยายการลงทุนของ EGCO ในโครงการโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ จำนวน 3 รายการ ซึ่งประกอบด้วยการเข้าถือหุ้น 45% ในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ AE II คิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนลงทุน 277 เมกะวัตต์ การเข้าลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV คิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนลงทุน 166 เมกะวัตต์ และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Linden อีก 12% ส่งผลให้บริษัทถือหุ้นรวม 50% จากเดิม 38% คิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเติม 117 เมกะวัตต์

บล.กรุงศรีประเมินว่า การลงทุนดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัวของกำไรในระยะถัดไป โดยคาดว่าภายหลังธุรกรรมทั้งหมดดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2570 บริษัทจะสามารถรับรู้ผลตอบแทนจากโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลของการลงทุนทั้ง 3 โครงการในประมาณการกำไรใหม่ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปกติปี 2569–2571 เป็น 3,170 ล้านบาท 4,947 ล้านบาท และ 5,809 ล้านบาท ตามลำดับ จากประมาณการเดิมที่ 3,170 ล้านบาท 4,200 ล้านบาท และ 4,800 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 9% ในช่วงปี 2569–2571

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บล.กรุงศรีคาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรในไตรมาส 4/2568 อยู่ในระดับต่ำ โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำ NT1PC เคยมีผลขาดทุนประมาณ 696 ล้านบาทจากผลกระทบของพายุบัวลอย ส่งผลให้ไม่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เต็มไตรมาส

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Paju เคยมีผลขาดทุนประมาณ 197 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปิดซ่อมบำรุงเต็มไตรมาส ส่งผลให้ฐานกำไรปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ และสนับสนุนการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 4/2569

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 4/2569 จะปรับตัวลดลงตามปัจจัยฤดูกาล และการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าบางแห่ง

สำหรับภาพรวมการลงทุนระยะยาว บล.กรุงศรีมองว่า EGCO ยังมีศักยภาพขยายการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐฯ ขณะที่ประมาณการปัจจุบันยังไม่ได้รวมโอกาสเติบโตจากกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้ PDP2026 ซึ่งบริษัทมีความพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการในอนาคต

นอกจากนี้ ฐานะทางการเงินของ EGCO ยังมีความสามารถรองรับการลงทุนเพิ่มเติม โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) ในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 1.0 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.กรุงศรีปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น EGCO เป็น “ซื้อ” จากเดิม “Neutral” พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2570 เป็น 151 บาทต่อหุ้น จากเดิม 124 บาทต่อหุ้น โดยประเมินด้วยวิธีรวมมูลค่ากิจการแต่ละส่วน (Sum of the Parts: SOTP) เพื่อสะท้อนการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ ทั้ง 3 รายการ รวมถึงโอกาสขยายกำลังผลิตเพิ่มเติมในระยะยาว

Back to top button