
สนค. ชี้ไทยกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน รับมือวิกฤตฮอร์มุซ ห่วงต้นทุนโลกดันค่าครองชีพ
สนค. เผยไทยเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รับมือความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ลดพึ่งพาแหล่งนำเข้าหลัก เตือนราคาพลังงานโลกผันผวนดันต้นทุนผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยผลวิเคราะห์โครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พบว่า ไทยปรับกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการนำเข้าจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา ลดลงจากร้อยละ 74.4 เหลือร้อยละ 54.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอันดับ 1 จากกาตาร์เป็นสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ โดยดัชนีราคานำเข้าหมวดเชื้อเพลิงเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.7
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทุนการนำเข้า การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ สนค. ได้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติการนำเข้าของไทยรายประเทศจากเว็บไซต์คิดค้า.com ในกลุ่มสินค้าพลังงานสำคัญ 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบโครงสร้างแหล่งนำเข้าในช่วงก่อนเกิดวิกฤต (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2569) กับช่วงหลังเกิดวิกฤต (มีนาคม-กันยายน 2569) เพื่อประเมินการปรับตัวของแหล่งจัดหาพลังงานและความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้า
สำหรับการนำเข้าน้ำมันดิบ พบว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.1 ของมูลค่านำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ร้อยละ 18.1 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 16.2 โดยทั้ง 3 ประเทศมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 74.4
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเกิดวิกฤต สัดส่วนการนำเข้าจาก 3 ประเทศดังกล่าวลดลงเหลือร้อยละ 54.7 ขณะที่ไทยเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่นมากขึ้น โดยแองโกลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 4.0 จุดเปอร์เซ็นต์ บราซิลเพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการขยายทางเลือกในการจัดหาพลังงานไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้ารายใหญ่เดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับเหตุการณ์ที่กระทบต่อประเทศต้นทางหรือเส้นทางขนส่ง
ส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ พบว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ไทยนำเข้าจากกาตาร์ เมียนมา และออสเตรเลีย รวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.3 แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากกาตาร์ ไทยจำเป็นต้องเร่งจัดหาอุปทานทดแทนจากแหล่งที่มีความปลอดภัยด้านเส้นทางขนส่งและมีศักยภาพการส่งออกสูง ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 29.9 รองลงมา ได้แก่ ออสเตรเลีย ร้อยละ 17.2 และเมียนมา ร้อยละ 11.2 โดยทั้ง 3 ประเทศมีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 58.3
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศคู่ค้าหลักเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตได้ แต่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้ายังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการการกระจายแหล่งนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
จับตาราคาพลังงานโลกส่งผ่านต้นทุนการผลิต
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แม้การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทานเมื่อเกิดปัญหาในเส้นทางขนส่ง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงทันที เนื่องจากราคานำเข้ายังคงขึ้นอยู่กับกลไกราคาตลาดโลก ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการจัดซื้อ โดยข้อมูลเดือนกันยายน 2569 พบว่า ดัชนีราคานำเข้าอยู่ที่ระดับ 130.7 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 45.7 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตภายในประเทศ โดยดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 117.7 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.8 และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.90 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.18 ซึ่งมีส่วนผลักดันอัตราเงินเฟ้อรวมประมาณร้อยละ 56 ตามทิศทางราคาตลาดโลก ประกอบกับฐานราคาน้ำมันในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.5 ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ 50 สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อภาระค่าครองชีพและกำลังซื้อ โดยราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน รวมถึงส่งผลทางอ้อมผ่านต้นทุนการขนส่งสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
นายนันทพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ต้องครอบคลุมถึงการรับมือกับความผันผวนของต้นทุนที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยการกระจายแหล่งนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่การติดตามดัชนีราคานำเข้า ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้สามารถประเมินการส่งผ่านต้นทุนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ และนำข้อมูลมาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
ทั้งนี้ สนค. จะติดตามสถานการณ์การนำเข้าพลังงานและความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลสถิติการค้าจากเว็บไซต์คิดค้า.com เข้ากับดัชนีเศรษฐกิจการค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งด้านอุปทานและต้นทุนควบคู่กัน สำหรับใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

