
“พิชัย” ชี้หุ้นไทยร่วงตามตลาดโลก ย้ำรัฐบาลเตรียมรับมือภาษีทรัมป์
รองนายกฯและรมว.คลัง มองตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลก หลังทรัมป์ประกาศภาษีชุดใหม่ ขอนักลงทุนมั่นใจรัฐบาลมีมาตรการรับมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 เม.ย.68) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีฐานขั้นต่ำ 10% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศคู่ค้า ซึ่งทำให้ไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 37% ว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง โดยมีหลายประเทศที่ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าไทย โดยเฉพาะประเทศที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก
นายพิชัย กล่าวอีกว่า เมื่อหุ้นลงก็จะลงเหมือนกันทั่วโลก อาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ส่วนการที่หุ้นจะกลับขึ้นมาที่เดิมได้นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศ การฟื้นตัวของหุ้นขึ้นอยู่กับวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้
อย่างไรก็ตามเชื่อว่านักลงทุนจะมีความเข้าใจ โดยสะท้อนจากราคาหุ้นและพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และข้อมูลปัจจุบันว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการในการดูแลรับมือไว้อยู่แล้ว เชื่อว่านักลงทุนรู้ว่าผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวจะมีไม่มาก จึงอยากให้นักลงทุนติดตามข่าวว่ารัฐบาลจะดำเนินการและมีเงื่อนไขอย่างไร
นายพิชัย ยอมรับด้วยว่า หากรัฐบาลไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ดี ก็มีโอกาสที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยไม่น้อยกว่า 1% ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมาดูว่า จะดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยจะต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุดและต้องเป็นการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ เพราะเรื่องนี้สร้างผลกระทบที่ใหญ่และเป็นผลกระทบที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน ไม่ใช่แค่ผลกระทบที่จะเกิดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบทางอ้อม ทั้งกับคู่ค้าของไทยและคู่ค้าของไทยที่มีการค้าขายกับสหรัฐฯ ด้วย
นายพิชัย มีความเห็นว่า วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ช่องว่างที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แคบลง นั่นคือการเร่งสร้างสมดุล โดยการนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นและประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเร่งส่งออกเพิ่มด้วยเช่นกัน ซึ่งการนำเข้าเพิ่มที่สามารถทำได้ผ่านกลุ่มสินค้าเกษตร, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ก๊าซ LNG
หลังจากนี้ทุกภาคส่วนทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร, กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องเอาโจทย์ที่ได้รับมาหารือกันให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอะไรบ้าง
“ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันหมด ก็ต้องมาดูวิธีการแก้ปัญหา มองว่าหากเราตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีเหมือนกันก็อาจจะทำให้ขายสินค้าไม่ได้ ดังนั้นวิธีการตอบโต้ด้วยภาษีจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ส่วนตัวผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งถามว่ายากไหมก็ต้องยอมรับว่ายาก หลาย ๆ ผู้รู้ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าหากไม่ทำอะไรเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจค่อนข้างมาก” รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุ