
GUNKUL โบรกแนะซื้อเป้า 5 บ. มองกำไรปี 68 โต 7% แตะ 1.8 พันล้านบาท
โบรกแนะซื้อ GUNKUL ราคาเป้าหมาย 5 บาท คาดกำไรปกติปี 68 เติบโต 7% แตะ 1.8 พันล้านบาท อานิสงส์รับรู้รายได้ธุรกิจ EPC พ่วงโรงไฟฟ้าพลังงานลมหนุน
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ถึง บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 5.00 บาท ภายหลังบริษัทประกาศกำไรปกติไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 361 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 22% จากไตรมาสก่อนหน้า
ในไตรมาส 4/67 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Sales & EPC เติบโต 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 50% จากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 40% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการ
นักวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรปกติของปี 2568 ไว้ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจ EPC ซึ่งมีงานในมือ (Backlog) อยู่ในระดับสูง รวมถึงการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าพลังงานลม หลังจากที่ตลอด 9 เดือนแรกของปี 2567 มีปริมาณกระแสลมค่อนข้างต่ำ
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GUNKUL ปรับตัวมาเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี SET สะท้อนว่าตลาดได้ตอบรับปัจจัยด้านการแทรกแซงค่าไฟฟ้าไปในระดับหนึ่งแล้ว สำหรับกรณีการปรับสัญญา Adder รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย แม้ว่ายังคงเป็นปัจจัยกดดัน (Overhang) แต่หากตลาดให้ความสำคัญกับโอกาสที่บริษัทจะได้รับงาน EPC เพิ่มเติมจากโครงการพลังงานทดแทนขนาด 5.2 GW ที่จะเริ่มทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป อาจส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้น
นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการทยอยรับรู้รายได้ของโครงการพลังงานทดแทนใหม่ ซึ่งมีกำหนด COD ในช่วงปี 2569 – 2573 สนับสนุนกำลังการผลิตจาก 0.6 GW ในปี 2567 สู่ระดับ 1.5 GW ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นกลับมาเคลื่อนไหวโดดเด่นกว่าตลาด (Outperform) ได้อีกครั้ง